counters
hisoparty

Sretsis Sisters

8 days ago

เป็นเวลากว่า 17 ปี ที่สามพี่น้องแห่งบ้าน Sretsis ได้จับมือกันทำตามความฝัน ถ่ายทอดเรื่องราวที่พวกเธอสนใจ ผ่านแฟชั่นเสื้อผ้าเพื่อให้หญิงสาวทุกคนได้สวมใส่ออกมาอย่างสวยงามที่สุด ซึ่งหากเปรียบเป็นช่วงวัยของคน ในระยะเวลา 17 ปีคงเปรียบได้กับสาววัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เป็นช่วงเวลาแห่งการแสวงหาตัวตนที่ชัดเจน

สำหรับคอลัมน์ Highly Sophisticated Club ฉบับครบรอบพิเศษของนิตยสาร HISOPARTY ครั้งนี้ เราได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ คุณแอ้ – มทินา สุขะหุต ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่ๆ มาบอกเล่าถึงการเติบโต การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการใช้ชีวิต และเรื่องราวใหม่ๆ ในผลงานของพวกเธอ

“หากพูดถึงการเปลี่ยนแปลง ต้องย้อนไปถึงตอนที่เริ่มทำแบรนด์ ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบกันมาใหม่ๆ แอ้ว่าเป็นช่วงที่เราสามารถทุ่มเทให้กับแบรนด์กันได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ออกเดินโรดโชว์กันเยอะ ใครชวนมาเราไปหมด เพราะว่ามีแรงที่จะไป เราลุยกันเต็มที่ แต่ตอนนี้พอพี่ๆ แต่งงานกันแล้ว พี่อิ๊บมีลูกสองคนแล้ว พี่เอ๋ยกำลังจะมีน้อง จุดนี้มันทำให้เราต้องเลือกขึ้นนิดนึงว่าเราจะไปโฟกัสที่ตรงไหน และขึ้นอยู่กับอายุของพวกเราด้วย ว่าเราพร้อมจะโฟกัสที่ตรงไหน แต่แน่นอนว่าเรายังคงทำทุกอย่างต่อไปเรื่อยๆ เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เรามีความสุขที่จะทำ ในบรรดาเราสามพี่น้อง พี่อิ๊บเป็นคนเดียวที่เคยทำงานที่อื่น แต่สำหรับแอ้กับพี่เอ๋ย Sretsis คือ โรงเรียน คือบ้าน คือทุกอย่าง เป็นที่ที่หล่อหลอมตัวตนของเรา ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้นงานก็โตไปตามอายุของเราด้วยเช่นกัน

“และในปีนี้เราสามพี่น้องได้คุยกันว่า ‘Sretsis’ หรือ เด็กน้อยคนนี้ เขาอายุ 17 แล้ว เป็นเหมือนหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นเหมือนช่วงที่เรากำลังเป็นวัยรุ่น เป็นช่วงที่เรากำลังฟอร์มตัวเองว่า เรากำลังจะโตไปเป็นผู้หญิงแบบไหน เรารู้สึกว่า Sretsis กำลังอยู่ในจุดนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เราสามคน แต่ว่าเป็นเราสามคนในฐานะที่เป็น Sretsis ด้วยกัน ช่วงนี้หลังจากแอ้กลับมาจากที่เบรคไปเรียนมา 1 ปี เรามานั่งคุยกันตลอด และสิ่งที่เราไม่เคยมี ตอนนี้เราก็มีทุกวันอังคาร คือเรามี CEO Meeting เพื่อที่เราได้ใช้เวลามานั่งปรึกษามาตัดสินใจร่วมกัน ว่าเราอยากให้ Sretsis โตไปเป็นอย่างไร เพราะเมื่อ 15 ปีที่แล้ว 17 ปีที่แล้ว มันเป็นอะไรที่เดย์ทูเดย์เลย โอกาสอะไรมาเราก็รับ อะไรเข้ามาเราก็ทำ แฟชั่นโชว์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งเปิดร้านที่ญี่ปุ่นเราทำหมด แต่ตอนนี้เหมือนเราต้องมีแพลนกัน คือเมื่อก่อนเราไม่มี เพราะเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยมาก อะไรมาพวกเราก็ตื่นเต้นเราก็ทำหมด ตอนนี้มันเป็นความท้าทายอีกแบบ คือเราต้องมีแผน และคิดไกลมากขึ้นในการที่จะตอบรับทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

“ซึ่งที่ผ่านมาระหว่างที่เราเติบโตมาเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้มีเพียงแต่แบรนด์ Sretsis แต่เรามี จิวเวลรี่ คือ Matina Amanita มี Sincerely Yours ที่เป็นลักซัวรี่ เลาจ์แวร์ เราสนุกมากเลยนะคะ แต่พอเราทำทุกอย่างทำให้ไม่รู้ว่าโฟกัสอยู่ตรงไหน ถึงแม้ว่าเราจะอยากทำ แต่ว่าพวกเราก็มีกันอยู่แค่สามคน คือถ้าเรามีพี่น้องมากกว่านี้ เราคงจะแตกแขนงไปอีกได้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นในปี 2019 นี้เราเลยจะโฟกัสอยู่ที่ 3 แบรนด์ คือ Sretsis, Sretsis Parlour และ Little Sister ค่ะ

“สำหรับ Sretsis Parlour จุดเริ่มต้นมาจากห้องน้ำชาของแอ้ที่บ้าน คือตอนที่ทำ Sretsis และที่ Sretsis ทำ Textile อะไรออกมา แอ้ก็ชอบไปขอมาเป็นดีเทลของการแต่งบ้าน เพราะแอ้ชอบอินทีเรียร์ แอ้รู้สึกว่า ลายผ้าของ Sretsis นั้นพิเศษมากและคือตัวตนของแบรนด์จริงๆ แอ้อยากให้มันส่งต่อมาถึงไลฟ์สไตล์ แอ้มองว่าแค่ให้มันอยู่บนตัวเราไม่พอ แต่เราอยากนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เราได้โชว์ไปใน Sretsis ในช็อปหลายๆ ช็อป เพราะเราจะมีการ Custom-made พรม วอลเปเปอร์ อะไรพวกนี้ของเราอยู่แล้ว ประกอบกับแอ้ชอบทำขนม ชอบจัดปาร์ตี้น้ำชา และมีห้องน้ำชาของตัวเองที่บ้านไว้ต้อนรับเพื่อนๆ และอยู่มาวันหนึ่ง เรานั่งคุยกันในห้องน้ำชาของแอ้ และก็พูดกันว่า ถ้าเรามีห้องแบบนี้ข้างช็อป Sretsis คงจะดี เราจะได้เสิร์ฟ ให้กับลูกค้าเราจะได้ส่งต่อแฟนตาซีของเราที่ไม่ได้แค่อยู่บนเสื้อผ้า แต่ว่ากลายเป็นอินทีเรียร์ กลายเป็นไลฟ์สไตล์ เหมือนว่ายูนิเวิร์สมันชัดเจนขึ้น คือเขาเดินเข้ามายูนิเวิร์สของเราได้ ประกอบกับว่า แอ้ต้องการที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะฉะนั้นก่อนไป จึงได้ปิด Matina Amanita เพราะไม่อย่างนั้นใครจะดู และรู้สึกว่ามันมาถึงจุดที่ตัวเราเปลี่ยนด้วย คือแอ้เริ่มมาจากทำไฟน์จิวเวลรี่ กับซิลเวอร์จิวเวลรี่ แต่แอ้อยากจะพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นอีก อยากจะทำเป็นไฮจิวเวลรี่ แอ้เลยรู้สึกว่าร้านนั้น มันไม่ตอบโจทย์เราอีกต่อไปแล้ว จึงคิดว่าเราต้องหยุด พี่อิ๊บจึงถามว่า แล้วจะทำอย่างไรกับสเปซนี้ เพราะสเปซนี้เป็นสเปซที่แอ้ขอ Sretsis มาเล็กๆ แอ้เลยบอกว่า เปิดมั้ย Tea Parlour เราจะทำคอนเซ็ปต์ด้วยกันก่อนแอ้ไป จึงตัดสินใจทำ และก็เป็น Sretsis Parlour ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ชาที่เราชอบ จริงแล้วก็คล้ายๆ กับการยกห้องน้ำชาของแอ้ไป แต่ว่าปรับให้ตรงตาม Sretsis DNA เพราะห้องน้ำชาของแอ้มันจะมีความ Personal มีความโบฮีเมียน สไตล์แอ้มาก (ยิ้ม)

“เมื่อเริ่มทำ Sretsis Parlour เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่มากคือ วอลเปเปอร์ แอ้คิดว่าเราทำวอลเปเปอร์มาตลอด แต่ไม่เคยได้ควอลิตี้ที่ตรงตามต้องการของแอ้เลย และด้วยความที่แอ้คลั่ง House of Hackney มาก เขาเป็นแบรนด์อินทีเรียร์ที่นำความ Traditional เอาความเชยๆ ความซุปเปอร์แมชชิ่งของอังกฤษ แบบผ้าม่าน โคมไฟ ผ้าปูที่นอน ทุกอย่างต้องเข้ากันหมดอะไรแบบนั้น ซึ่งเขาสามารถนำมาทำให้มันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และแอ้ก็รู้สึกว่า เขากับเราควรได้ทำงานร่วมกันมาก เขากับเรามีความคิดที่เข้ากันมาก เขากับเราคือบุคคลที่อยู่ในยูนิเวิร์สเดียวกัน แต่สาขาของเขาคืออินทีเรียร์ และสาขาของเราคือเสื้อผ้า เลยลองติดต่อไป ซึ่งเขาสนใจ จึงกลายมาเป็นลายวอลเปเปอร์ที่เห็นใน Sretsis Parlour ซึ่งในการทำพาเลอร์นี่สนุกมาก ได้รับการตอบรับที่ดี มีคนต่างชาติมาเยอะ อย่างตอนนี้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาเมืองไทย ก็ต้องมาที่ Sretsis Parlour และปีนี้ แอ้คิดว่าจะทำอะไรใหม่ๆ ให้กับพาเลอร์เยอะเลย เพราะปีที่แล้ว แอ้ปล่อยนิ่งๆ ให้เขาลองตลาด ให้ดูว่าลูกค้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งถึงตอนนี้เราได้เริ่มอะไรใหม่ๆ บ้างแล้ว

“อีเวนต์ล่าสุดที่เราได้ทำที่ Sretsis Parlour คือ งาน Araya’s Hen Night ด้วยที่ Sretsis Parlour จะมีห้องสวอน ที่ลูกค้ามักมาจัดวันเกิด หรือว่า Bridal Shower และตอนนี้เราเริ่มมีความคิดที่จะพาให้ Sretsis Parlour มีเอ็กซ์พีเรียนใหม่ๆ คือ ลูกค้าสามารถปิดร้าน และจัดเป็นอีเวนต์พิเศษอะไรก็ได้ เพราะแอ้รู้สึกว่า Sretsis Parlour ไม่มีกฎเกณฑ์ สามารถทำให้ทุกแฟนตาซีเกิดขึ้นจริงได้ โดยในงานล่าสุดเรารู้สึกตื่นเต้น และดีใจมากที่ได้ทำ Burlesque เพราะเป็นอะไรที่พี่เอ๋ยเขาอยากได้มานาน คือเขาอยากมี Secret Club และมี Burlesque Show ซึ่งในวันนั้นสนุกมาก ทุกอย่างออกมาในแบบที่เราอยากให้เป็น นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เหมือนย้ำในสิ่งที่ Sretsis Parlour เป็น เพราะก่อนหน้านี้ เราก็เคยจัดงาน Mother Daughter Tea Party คือเราอยากให้ทุกคนรู้ว่า Sretsis Parlour เป็นที่สำหรับทุกๆ คนได้ เราอยากให้ Sretsis สามารถเป็นไลฟ์สไตล์เป็นหลายอย่างในชีวิตคุณได้เลย โดยเริ่มตั้งแต่คุณใส่เสื้อผ้า ตลอดจนมาจัดงาน ซึ่งเหมาะมากๆ สำหรับคนที่มี Sretsis เป็นแบรดน์โปรด นี่เป็นส่วนหนึ่งในที่มาของ Sretsis Parlour ซึ่งเราจะมีแท็กไลน์ว่า Serving Fantasy On Your Plate! หมายถึงปกติเราเสิร์ฟแฟนตาซีจากเสื้อผ้า พอเราใส่เสื้อผ้า แล้วมันทรานสปอร์ต เราไปที่ไหนสักที่ เปลี่ยนอารมณ์เรา ทำให้เรามีความสุข หรือทำให้เราจำเหตุการณ์พิเศษนั้นได้เมื่อวันที่เราใส่ชุดนั้นอยู่ แต่ว่าตอนนี้มันกลายเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเดินเข้าไปได้แล้ว เพราะอย่างนี้ที่ Sretsis Parlour จึงมีพรมเป็นดอกเดซี่ และข้างบนเป็นท้องฟ้า เพราะแอ้รู้สึกว่า เมื่อเราเปิดประตูเข้ามา เราจะจินตนาการว่าตัวเองไปอยู่ที่ไหนก็ได้ หรือว่าจะดื่มน้ำชาในทุ่งดอกไม้ ภายใต้ท้องฟ้าที่ไหนสักแห่งค่ะ และในปีนี้ ที่ Sretsis Parlour จะมีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นให้ทุกคนได้ติดตามแน่นอนค่ะ”

Photo By : Sretsis
Author By : Arunlak

SHARE