counters
hisoparty

น้ำมันทำอาหาร (Cooking Oil) เลือกให้ดี ห่างไกลปัญหาสุขภาพ (ตอนที่ 1)

5 months ago

           ปัจจุบัน ความนิยมในการเลือกอาหารสุขภาพ และเลือกใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี กำลังเป็นที่สนใจและใส่ใจของคนทั่วโลก คนไทยเองก็หันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น ในความเป็นจริงนั้น การรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากหรือ มีขั้นตอนที่ซับซ้อนใดๆ เพียงแค่ทุกคนควรจะศึกษาและมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง หลักการตลาดของการโฆษณาสินค้า และต้องศึกษาหาความรู้ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่ไม่มีกลุ่มทุนนิยม หรืออุตสาหกรรมอาหารสนับสนุน เพื่อนำมาใช้ประมวลความรู้และสร้างแนวทางสำหรับการมีสุขภาพที่ดีแบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก สำหรับ well-being ครั้งนี้ หมอจะขอนำความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันที่เราใช้ในการประกอบอาหาร (cooking oil) มาบอกและอธิบายด้วยความรู้ร่วมสมัย ประกอบกับงานวิจัยพร้อมการเลือกใช้ให้เหมาะสม น้ำมันที่เราใช้ประกอบอาหารนั้น เป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นก้าวสำคัญ ของการมีสุขภาพที่ดี เพราะทุกวันเราต้องทานอาหาร หากเราเลือกใช้น้ำมันทำอาหารที่ผิด เรามีโอกาสเป็นโรคร้ายร่วมสมัยตั้งแต่โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และอื่นๆ อีกมากมายการเลือกน้ำมันทำอาหารได้ถูกต้อง เป็นก้าวแรกของการปรับปรุงสุขภาพร่างกายที่ดีได้

          ในอดีต มนุษย์จะใช้น้ำมันประกอบอาหารที่มาจากแหล่งธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไขมันวัว (Tallow) ไขมันแกะ (Suet) น้ำมันหมู (Lard) เนยแท้ (Butter) น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) เป็นต้น จัดว่าเป็นไขมันที่นำมาใช้ประกอบอาหารในทุกครัวเรือนตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น เราจะพบว่าสถิติเกี่ยวกับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคไขมันสูงและโรคหลอดเลือดตีบน้อย ไม่ได้มีอุบัติการสูงมากเหมือนกับในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญหลักๆ คือ อุตสาหกรรมอาหารปัจจุบันที่ผลิตอาหารให้มนุษย์ทานหรือซื้อทาน มีการขยายเป็นวงกว้างมากกว่าในอดีต และยังมีการแนะนำให้เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารข้างต้นเป็นน้ำมันอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ของน้ำมัน ที่ใช้ในการประกอบอาหารเดิมซึ่งเป็นไขมันสัตว์ ใช้กันในครัวเรือน โดยแนะนำให้เปลี่ยนเป็นน้ำมันพืช ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้น เริ่มเมื่อ
100 ปีที่แล้ว บริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันชื่อว่าคริสโก้ (Crisco) ซึ่งแนะนำน้ำมันพืชมาเป็นน้ำมันประกอบอาหาร น้ำมันพืชนั้นเป็นไขมันไม่อิ่มตัว และน้ำมันพืชโดนความร้อนสูงมันจะเปลี่ยนเป็นไขมันทรานส์ ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกาย ในอดีตนั้น (ก่อนปี ค.ศ. 1918) น้ำมันทำอาหารที่ใช้ในครัวเรือนจะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัว ซึ่งมีความเสถียรไม่เปลี่ยนแปลงเป็นไขมันทรานส์เมื่อโดนความร้อน

         ไขมันทรานส์ยังเป็นไขมันสังเคราะห์ที่อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ตั้งใจสร้างขึ้น โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น ช่วยยืดอายุของอาหารได้นานขึ้น อีกทั้งเพิ่มความคงตัวของรสชาติอาหารได้ ไขมันทรานซ์ยังมีราคาถูกกว่าไขมันทั่วไป ดังนั้นวงการอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบการต่างๆ จึงนิยมใช้อาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์มาประกอบอาหาร

         การเปลี่ยนแปลงน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารนี้ บริษัทคริสโก้ได้ออกหนังสือ เมนูอาหารต่างๆ เพื่อโฆษณาน้ำมันพืชของบริษัทตนเอง ทดแทนไขมันอิ่มตัวที่ได้จากไขมันสัตว์ โดยมีจุดขายหลักว่า เป็นน้ำมันจากพืชไม่อันตรายต่อร่างกายเหมือนไขมันสัตว์ ซึ่งน้ำมันพืชและครีมเทียม มาการรีนของบริษัทคริสโก้เองนั้น ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่า ไขมันเหล่านั้นเป็นไขมันทรานส์ และไขมันทรานส์ถูกต่อต้านและห้ามใช้เพื่อการบริโภคในสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 กล่าวได้ว่าพวกเรา เลือกใช้น้ำมันประกอบอาหารที่ผิด มาถึงหนึ่งศตวรรษ จึงไม่น่าแปลกที่ปัจจุบันจะเห็นสถิติ
ของผู้มีปัญหาโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดและโรคไขมันในเส้นเลือดสูง

          สำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้มีคำตัดสินขึ้นในปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ว่าไขมันทรานส์ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และให้เวลาผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารอีก 3 ปี ในการกำจัดไขมันทรานส์ออกจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) เนื่องจากพบว่า โรคเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือดในปัจจุบัน เกี่ยวข้องกับการบริโภคไขมันทรานส์

Story by : หมอเฟิร์น และ Dr.C

Tag : WELL BEING , BEAUTY

SHARE    

SHARE