counters
hisoparty

เบื้องหลังพลังในสนามของ คุณบุ๋มบิ๋ม – ชัชชุอร โมกศรี ในโลกของ 'SAVE SPORT'

2 hours ago

“สวัสดีค่ะ บุ๋มบิ๋มนะคะ ชัชชุอร โมกศรี นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยค่ะ”
ประโยคแนะนำตัวสั้นๆ ของคุณบุ๋มบิ๋มฟังดูเรียบง่าย หากแต่ในความเรียบง่ายนั้นซ่อนเส้นทางชีวิตที่ผ่านการฝึกฝน แรงกดดัน และการเติบโตอย่างต่อเนื่องเอาไว้ครบถ้วน เมื่อชวนให้เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนักกีฬาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้อง คุณบุ๋มบิ๋มย้อนกลับไปถึงภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโอกาสได้รู้จักวอลเลย์บอลตั้งแต่ยังเล็ก เพราะคุณแม่เคยเป็นนักวอลเลย์บอลมาก่อน เธอจึงเดินตามรอยนั้นมาโดยไม่รู้เลยว่าในวันหนึ่ง เส้นทางนี้จะพาเธอไปไกลแค่ไหน

          “หนูเริ่มต้นจากการได้เล่นวอลเลย์บอลเพราะคุณแม่ค่ะ แล้วก็ได้มีโอกาสไปแข่งขันในระดับประเทศ ตอนนั้นได้รองแชมป์ของประเทศ” ความสำเร็จเล็กๆ ในช่วงวัยนั้น กลายเป็นประตูที่พาเธอไปสู่โอกาสใหม่ โรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรีมองเห็นศักยภาพของเด็กหญิงคนนี้ และชักชวนให้เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมวอลเลย์บอลที่โรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชยนาวาส นั่นคือจุดที่เส้นทางนักกีฬาของคุณบุ๋มบิ๋มเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น
          ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ถูกแมวมองจับตา เด็กวัยเพียง 14–15 ปี ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่างไทยแลนด์ลีก ลีกสูงสุดของวงการวอลเลย์บอลไทยในเวลานั้น “ตอนที่ได้ขึ้นไปเล่น ไทยแลนด์ลีกถือว่าเป็นเวทีที่ใหญ่มากสำหรับหนู เพราะหนูยังเด็กมากและแทบไม่มีใครรู้จัก แต่พอได้ลงเล่นแมตช์แรกแล้วทำผลงานออกมาได้ดี ทุกคนก็เริ่มมองเห็นเรา” จากเด็กที่ไม่มีใครรู้จัก เธอค่อยๆ กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของทีม และในฤดูกาลนั้นเอง เธอมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ก่อนที่โค้ชอ๊อดจะเรียกเธอเข้าไปติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรก
          ความรู้สึกในวันที่ได้ติดทีมชาติกลับไม่ใช่ความตื่นเต้น หากเป็นความ ‘งง’ อย่างที่เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมา “แค่ได้เล่นไทยแลนด์ลีก หนูก็คิดว่าเป็นความฝันที่ใหญ่ที่สุดแล้ว อยู่ดีๆ โค้ชอ๊อด (คุณเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร) ก็บอกให้ไปทำพาสปอร์ต หนูยังไม่รู้เลยว่าพาสปอร์ตคืออะไร” แต่เมื่อได้ก้าวเข้ามาสวมเสื้อทีมชาติจริงๆ ความงงนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความภูมิใจ “พอมีธงชาติอยู่ที่หน้าอก มันรู้สึกดีใจมากจริงๆ ค่ะ”

เกมแรกที่ไม่ประทับใจ และเกมใหญ่ที่ไม่มีวันลืม
          อย่างไรก็ตาม การลงสนามครั้งแรกในนามทีมชาติกลับไม่ใช่ภาพสวยงามอย่างที่หลายคนคาดหวัง “โมเมนต์แรกไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ เพราะโดนตีอัดนิ้วจนเจ็บ” แต่สิ่งที่เธอไม่มีวันลืม คือโอกาสที่เด็กอายุ 15 ปี ได้ลงสนามในเกมระดับโลก ได้แข่งกับทีมแชมป์โลกอย่างบราซิล ต่อหน้ากองเชียร์ในประเทศไทย เสียงเชียร์ที่กระหึ่มในวันนั้นกลายเป็นพลังที่ผลักดันให้เธอก้าวผ่านความตื่นเต้นและยืนอยู่ในเกมได้จริงๆ

เสียงเชียร์ไม่ใช่เพียงบรรยากาศ แต่คือพลังที่เปลี่ยนเกมได้
           “บางครั้งเวลาทีมเราผิดพลาด โมเมนตัมจะตก สนามเงียบมาก แต่พอมีคนเริ่มตะโกน ‘Thailand สู้ๆ’ ทุกคนก็ช่วยกันตะโกน จากเกมที่กำลังจะแพ้ เรากลับมาได้และชนะในที่สุด เสียงเชียร์เป็นพลังจริงๆ ค่ะ”

กีฬาทีม คือ ‘การสื่อสาร’ และ ‘ความเข้าใจ’
          ในฐานะนักกีฬาทีม เธอเชื่อว่าทีมจะไปต่อได้ ต้องเริ่มจากการสื่อสารและเข้าใจกัน “ต้องมีการสื่อสารในทีมกันมากๆ เพราะกีฬาประเภททีมต้องเล่นเป็นระบบ เป็นฟันเฟืองที่ต้องหมุนไปพร้อมๆ กัน ถ้าขาดการสื่อสาร ทีมมันก็จะไม่เดินค่ะ แล้วก็ต้องใจกว้าง เห็นอกเห็นใจกันด้วย เพราะถ้า ‘ไม่ฟัง ไม่ฟัง ไม่ฟัง’ ทีมมันก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ค่ะ”

เมื่อ ‘สภาพแวดล้อม’ สำคัญพอๆ กับการซ้อม
          บทสนทนาเริ่มลึกขึ้นเมื่อเธอพูดถึงเรื่องสภาพแวดล้อม และความปลอดภัยที่ส่งผลต่อ Performance โดยตรง “ต่อให้เราเทรนดีมาแค่ไหน ร่างกายเราจะดีแค่ไหน ถ้าเราไม่ได้รับความรู้สึกที่ปลอดภัย เราก็จะไปต่อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยทางด้านร่างกาย หรือทางด้านจิตใจ…ต่อให้เป็น Number One แต่พอวันนึงสภาพจิตใจเราโดนทำร้าย หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เซฟโซนของเรา Performance มันก็อาจจะดรอปลงได้ค่ะ”

การสร้างนักกีฬาเก่ง ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
          “ตอนเด็กๆ เคยเห็นโค้ชลงโทษนักกีฬา หรือพูดจาดูถูกคนในทีม…การทำให้เด็กคนนึงมีปมด้อยในจิตใจ มันสร้างบาดแผลที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าต่อหน้าเขายิ้ม เบื้องหลังเขาจะเจ็บแค่ไหน
          “ถ้าหนูโดนทำร้าย หนูจะรู้สึกว่าที่ตรงนั้นไม่ปลอดภัย และหนูก็จะออกจากตรงนั้น ทุกคนต้องการความสบายใจ ไม่ใช่ความหวาดระแวง” การกล้าพูดและการปกป้องตัวเองในมุมมองของเธอ จึงไม่ใช่การสร้างปัญหา แต่คือการ ‘เคารพตัวเอง’ และเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมี
          ประสบการณ์จากการเล่นต่างประเทศยิ่งตอกย้ำมุมมองนี้ ในบางประเทศ ระบบการจัดการแฟนคลับและพื้นที่รอบสนามถูกออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย ในขณะที่บางครั้งในไทย ความใกล้ชิดที่ไม่มีขอบเขตอาจกลายเป็นความเสี่ยง “เราอยากมอบความรักให้แฟนๆ แต่ถ้าไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัย มันก็อาจตัดอนาคตนักกีฬาได้” สำหรับเธอ ‘Safe Sport’ จึงไม่ใช่แค่เรื่องในสนามหรือในทีม แต่รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวนักกีฬาด้วย

ข้อเสนอถึงวงการกีฬาไทย ‘ความเคารพ’ และ ‘ความเท่าเทียม’
          เมื่อถามว่าถ้าฝากข้อเสนอหนึ่งถึงวงการกีฬาไทยเกี่ยวกับ ‘Gender Equality & Safe Sport’ อยากให้เปลี่ยนเรื่องไหนที่สุด เธอตอบว่าอยากเห็น ‘ความเคารพซึ่งกันและกัน’ และ ‘ความเท่าเทียม’
          “เราต้องมีความเคารพซึ่งกันและกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนเราก็ต้องให้ความเท่าเทียมกับเขา”
          เธอเล่าถึงสิ่งที่เห็นจากคนใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องการบูลลี่ “เพื่อนสนิทของหนูเอง เขาอาจจะเป็น LGBTQ…เขาจะโดนบูลลี่จากเพื่อนร่วมทีม จากโค้ช…ต่อหน้าคนเยอะๆ เขาก็จะยิ้มแย้ม แต่ลับหลังเขาก็เสียใจ…เราไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังของคนคนนั้นเขาจะรู้สึกยังไง”

เมื่อเป็น ‘ไอดอล’ ของหลายคน สิ่งที่อยากบอกน้องๆ คือ ‘เคารพตัวเองก่อน’
          ในวันที่มีคนมองเธอเป็นไอดอล และมีแฟนคลับจำนวนมาก คุณบุ๋มบิ๋มไม่ได้พยายามวางตัวเป็นคนที่ ‘ไม่เคยเจ็บ’ แต่เธอเลือกบอกวิธีคิดที่ทำให้เธอ ‘อยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้’

          “หนูก็คงต้องบอกว่าให้เลือกเคารพตัวเองก่อนค่ะ เพราะว่าคนเรามีวิธีที่ Protect ตัวเองอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปสู้กับอะไรที่มารบกวนเรา…ขอแค่เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่เราเจอมา…มันต้องเข้มแข็งค่ะ เท่านั้น”

          และเมื่อเล่าถึงช่วงแรกที่ติดทีมชาติ เธอก็ยอมรับว่าเคยเจอคอมเมนต์ที่ทำร้ายใจ แต่เธอเลือก ‘โฟกัสตัวเอง’ เป็นคำตอบ “ตอนหนูติดทีมชาติแรกๆ ก็จะมีคอมเมนต์แบบ “เด็กคนนี้เป็นใคร เอามาติดทีมชาติทำไม เล่นไม่ดีเลย”…คนรอบตัวส่งมาให้หนูดู หนูก็บอกว่า “ไม่เป็นไร เรื่องของเขา” เพราะสุดท้ายแล้วเรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราทำอะไรอยู่ เรากำลังโฟกัสกับอะไรอยู่”

ถ้า ‘Safe Sport’ เกิดขึ้นจริง ภาพที่เธอเห็นคือความสบายใจของทุกคน
          คำถามสุดท้ายชวนให้เธอจินตนาการถึงอนาคตที่ ‘Safe Sport’ เกิดขึ้นจริงในวงการกีฬาไทย ไม่มีความรุนแรง ไม่มีการบูลลี่ และทุกคนอยู่ในสนามอย่างปลอดภัย คุณบุ๋มบิ๋มตอบด้วยภาพที่ชัดมากว่า ‘มันคือความสบายใจ’ ที่ทำให้นักกีฬาได้โฟกัสกับสิ่งที่ควรทำจริงๆ
          “ถ้าเซฟสปอร์ตเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงๆ นะคะ หนูก็ต้องบอกว่ามันจะเป็นความสบายใจมาก เราจะได้โฟกัสกับการแข่งขัน การฝึกซ้อมของเรามากขึ้น เราไม่ต้องมากังวลเลยว่าวันนี้เราจะเจอกับอะไรบ้าง…ถ้าทุกคนเคารพซึ่งกันและกัน มันจะไม่มีคำว่าไม่ปลอดภัยสำหรับนักกีฬาเลย…และไม่ใช่แค่กับนักกีฬาค่ะ ต้องบอกว่าทุกๆ คนเลย”

           บทสนทนากับคุณบุ๋มบิ๋มในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักกีฬาคนหนึ่ง แต่คือเสียงของคนที่อยากเห็นวงการกีฬาที่เติบโตไปพร้อมกับ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

หมายเหตุ: ปัจจุบันโครงการได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจาก ‘Safe Sport’ เป็น ‘Safeguarding Thailand’

Photo By : Pumkiat
Author By : Arunlak

SHARE