
จากศิลปินที่อยู่ในวงการบันเทิงมายาวนาน คุณคริสติน่า อากีล่าร์ ใช้เสียงและอิทธิพลของตนเองสนับสนุนประเด็นสังคมมาโดยตลอด เมื่อได้รับเลือกให้เป็น Champion of UNFPA คนแรกของประเทศไทย เธอมองบทบาทนี้ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นโอกาสในการใช้ ‘เสียง’ ของตนเองเพื่อส่งต่อความเข้าใจเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม และความปลอดภัยให้กับสังคมในวงกว้าง รวมถึงการสนับสนุนโครงการ ‘Safeguarding Thailand’ ที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางกีฬาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
Champion of UNFPA และความเชื่อใน ‘คุณค่าของความเป็นมนุษย์’
“การได้รับเลือกให้เป็น Champion ของ UNFPA คนแรกของประเทศไทย สำหรับติ๊นาคือเกียรติและความภูมิใจมากค่ะ สิ่งที่ทำให้ติ๊นาตัดสินใจตอบรับบทบาทนี้ทันทีคือความเชื่อมั่นในเรื่อง ‘คุณค่าของความเป็นมนุษย์’
“ติ๊นาอยู่ในวงการบันเทิงมานาน ได้รับพลังใจจากแฟนเพลงมากมาย ทำให้ติ๊นาตระหนักว่า ‘เสียง’ ของเรามีพลังที่จะช่วยส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิและทางเลือก (Rights and Choices) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ UNFPA ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาวะทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ หรือความปลอดภัยจากการถูกใช้ความรุนแรง ติ๊นาเชื่อว่าผู้หญิงทุกคน เยาวชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ และทุกวัย ควรมีสิทธิในการออกแบบอนาคตของตัวเอง และใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องหวาดกลัวค่ะ
“ติ๊นามองว่าภารกิจนี้สำคัญมาก เพราะปัจจุบันเราเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งในครอบครัวและสังคม ภารกิจของเราไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาที่ปลายทาง แต่เป็นการให้ความรู้ เรื่องสิทธิ เพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืนและเป็นระบบสำหรับทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังค่ะ”
ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับ UNFPA
“การทำงานร่วมกับ UNFPA เป็นเหมือนการเปิดโลกให้ติ๊นาเห็นว่า ความปลอดภัยคือสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะรู้สึกปลอดภัย ทั้งทางกายและทางใจ ติ๊นาได้เรียนรู้ถึงพลังของการรับฟัง และการสร้างระบบที่ทำให้คนกล้าที่จะส่งเสียงหรือ Speak up ออกมา บทเรียนเหล่านี้ทำให้มั่นใจว่า เราต้องหยุดวงจรความรุนแรง ไม่ใช่แค่ตามแก้ปัญหาไปทีละกรณี แต่ต้องสร้างมาตรฐานสังคมใหม่ที่เคารพซึ่งกันและกันค่ะ”
ความหมายของ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในกีฬาและในสังคม
“ติ๊นามองว่าพื้นที่ปลอดภัยไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในสนามกีฬา แต่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมในทุกบริบท แก่นแท้ของเรื่องนี้คือเรื่องของ ‘ศักดิ์ศรี’ และการเคารพสิทธิพื้นฐานของกันและกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทนักกีฬา พนักงาน หรือคนในครอบครัว ทุกคนควรได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเอง เมื่อคนเรารู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ เราจะไม่ต้องใช้พลังไปกับความระแวง สิ่งนี้จะช่วยปลดล็อกศักยภาพ ทำให้เราสามารถโฟกัสและทุ่มเทในสิ่งที่ทำได้อย่างเต็มที่ ในที่สุดแล้ว การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับความรุนแรง หรือ Zero Tolerance ต่อความรุนแรง จะช่วยทำลายวงจรความรุนแรง และทำให้เกิดความปลอดภัยในระดับโครงสร้างของสังคมได้จริงค่ะ”

มุมมองจากครอบครัวที่มีสมาชิกเป็นนักกีฬา
“ในฐานะที่มีหลานเป็นนักว่ายน้ำ (คุณออร์ก้า - ภูเรภัทร์ ศรีโรจนันท์ นักกีฬาว่ายน้ำเยาวชนทีมชาติไทย) ติ๊นาเข้าใจลึกซึ้งว่าสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ครอบครัวอุ่นใจ เมื่อเราส่งลูกหลานไปฝึกซ้อมหรือเข้าค่ายกีฬา เราต้องการความมั่นใจว่าเขาจะปลอดภัย และได้รับการเคารพในศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่ถูกฝึกเพื่อชัยชนะเท่านั้น สนามฝึกซ้อมควรเป็นพื้นที่ที่บ่มเพาะความฝัน ไม่ใช่สถานที่ที่สร้างบาดแผลในใจไปตลอดชีวิต สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทำให้ครอบครัวมั่นใจว่าลูกหลานที่เรารักจะได้รับการดูแลและการเคารพ ไม่ใช่เพียงการถูกฝึกเพื่อชัยชนะเท่านั้น และเมื่อมีระบบ Safeguarding ที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันกีฬา ทำให้ผู้ปกครองไว้วางใจที่จะส่งลูกหลานเข้าสู่เส้นทางนี้ค่ะ ท้ายที่สุด ความปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจคือรากฐานที่ทำให้นักกีฬาก้าวไปได้ไกลและยั่งยืนที่สุดค่ะ”
พลังของความร่วมมือ UNFPA – Safeguarding Thailand – HiSoParty
“ติ๊นามองว่าการเปลี่ยนสังคมให้ปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อหลายหน่วยงานที่แข็งแกร่งมารวมตัวกัน ทั้งด้านนโยบายอย่าง UNFPA และคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงพลังการสื่อสารจากสื่ออย่าง HiSoParty จะทำให้เสียงนี้กระจายออกไปได้กว้างและแข็งแรงยิ่งขึ้นแต่ละฝ่ายสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตนเอง และร่วมกันสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมเห็นความสำคัญของเสียงนักกีฬา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจริงๆ ค่ะ”
ความปลอดภัยไม่ใช่ทางเลือก แต่คือมาตรฐานพื้นฐาน
“ติ๊นาอยากย้ำว่า ความปลอดภัยไม่ใช่ทางเลือก แต่คือมาตรฐานขั้นพื้นฐานที่ต้องมาก่อนเสมอ ทุกคนควรรู้สิทธิของตัวเอง และตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเอง ไม่มีใครมีสิทธิ์มาล่วงละเมิดเราทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ อยากให้ทุกคนกล้าใช้เสียงของตัวเองเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและคนรุ่นต่อไป เพราะการเงียบคือการปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดซ้ำ สำหรับโค้ช หน้าที่คือการฝึกสอนนักกีฬาไปสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่สร้างความกังวลหรือบาดแผลในใจ
“สุดท้ายอยากให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ควรส่งเสียงออกมาเพื่อยุติวงจรการทำร้ายกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีค่า เป็นลูก เป็นพ่อแม่ของใครสักคน และเราทุกคนต้องร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยค่ะ”


