counters
hisoparty

จากเด็กช่างฝัน สู่การเป็นเจ้าของ Blue Elephant ร้านอาหารไทยระดับโลก ของ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้

1 year ago

ระยะเวลากว่า 42 ปี น่าจะเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า Blue Elephant (บลู เอเลเฟ่นท์) คือร้านอาหารไทย ที่เป็นหนึ่งในดวงใจนักชิมทั่วโลก ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจนี้ คือ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ เชฟหญิงชาวไทย ที่เติบโตจากห้องครัวในบ้านริมคลองหลังเล็กๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

          ด้วยความที่ต้องคอยเป็นลูกมือของแม่อยู่ในครัวมาตลอด ทำให้ฝีไม้ลายมือในการทำอาหารแทรกซึมอยู่ในสายเลือด แบบที่เธอเองก็แทบไม่รู้ตัว จนวันหนึ่งได้มีโอกาสแสดงฝีมือออกมาให้คนได้สัมผัส นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของร้านอาหารช้างสีน้ำเงิน ที่สะท้อนรสชาติความเป็นไทยได้อย่างไม่มีที่ติในวันนี้ 

ชีวิตวัยเด็ก
          “ย้อนไปสมัยตอนเป็นเด็ก ดิฉันเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง คุณพ่อเป็นทหารผ่านศึก คุณแม่เป็นแม่ค้าขายข้าวแกง ดิฉันเป็นเด็กที่มีความทะเยอทะยาน อยากเป็นคนดัง ตอนเรียนก็แอบเก็บเงินไปซื้อหนังสือขวัญเรือน หนังสือกุลสตรี แม่คงคิดว่าลูกสาวฉันแปลกๆ (หัวเราะ) ทำไมซื้อหนังสือพวกนี้มาดู ความจริงแล้วตอนนั้นเราอยากเป็นดีไซเนอร์ อยากทำเสื้อผ้า แต่ก็ไม่กล้าบอกแม่ เพราะคนโบราณตอนนั้นเขามองว่าช่างตัดเสื้อเป็นอาชีพที่ธรรมดา แต่เราในเวลานั้น ชอบความสวยงาม จึงมีความเพ้อฝันแบบเด็กๆ”

เริ่มต้นเส้นทางความสำเร็จที่บลัสเซลล์
          “วันหนึ่งมีโอกาสติดตามพี่ชายไปเรียนต่อที่ประเทศเบลเยี่ยม ตอนนั้นเราก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และมีโอกาสได้ทำงานในร้านของ คุณคาร์ล สเต็ปเป้ (ผู้เป็นสามี) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของ Antique ด้วยความที่ร้านของเขามักจะมีลูกค้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ และบ่อยครั้งต้องทำอาหารเลี้ยงแขก พี่ชายก็มาปรึกษาดิฉันว่าเราจะทำเมนูอะไรดี ดิฉันก็บอกเมนูที่แม่ชอบทำให้ทาน คือ พะแนง กับ มัสมั่น คือดิฉันจำอาหารของแม่ได้ จึงทำมาเสิร์ฟลูกค้า แล้วกลายเป็นว่าลูกค้าทุกคนชื่นชอบ หลังจากนั้นดิฉันก็แต่งงานกับ คุณคาร์ล โดยระหว่างนั้นก็เรียน French Cuisine ไปด้วย จากนั้นก็มาสู่การเปิดร้าน Blue Elephant (บลู เอเลเฟ่นท์) สาขาแรกที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม”

กำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังช้างสีน้ำเงิน
          “ข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะต่างๆ รวมถึงดอกไม้ เป็นไอเดียของคุณสามี (คุณคาร์ล สเต็ปเป้) คอนเซปต์แบบนี้มีมาตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนดิฉันมีหน้าที่ทำอาหาร คุณคาร์ล เขาเก่งมาก เขาคอยดูแลซัพพอร์ตทุกอย่าง ดิฉันเป็นเชฟได้เป็นเพราะเขาด้วย เขาส่งเสริมดิฉันให้เรียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร จิตวิทยา รวมถึงบัญชี เขาบอกว่าแม่ของลูกเขาต้องเป็นผู้หญิงเก่ง (ยิ้ม) ซึ่งดิฉันก็สั่งสมทุกอย่างจนได้มาเป็นตัวตนอย่างทุกวันนี้”

สิ่งที่ทำให้ Blue Elephant เดินทางไกลมาถึงวันนี้
          “เราเดินทางมาถึงวันนี้ได้กว่า 42 ปี สิ่งแรกคือเจ้าของกิจการ คือ ดิฉันกับสามี และครอบครัว สำหรับสามีคือคนสำคัญมากๆ เขาเป็นแบคอัพดิฉันเลย ส่วนที่สองคือ ทีมเวิร์ก ทีมเวิร์กของดิฉันดี น้องๆ ทีมงานทุกคนเหมือนลูกหลาน เราทำงานเป็นครอบครัว เราเรียกสิ่งนี้ว่า Spirit of Teamwork ถ้าทีมเวิร์กไม่ดีเราก็ไม่ดังถึงวันนี้ อยู่ไม่ได้ถึงปัจจุบันนี้ ที่สำคัญเราต้องให้เกียรติกันและกัน เรา Respect กันค่ะ”

คนเราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้
          “ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ จะทำธุรกิจอะไรใหญ่โตแค่ไหน เราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เราต้องเปิดรับทุกอย่างได้เสมอ ดิฉันเป็นคนที่น้ำนี่ล้นแก้วเลย (หัวเราะ) เพราะไม่ว่าเจอใครเก่งแค่ไหน มาสอนดิฉันก็จะเปิดรับทุกคน อย่างล่าสุด ได้ไปทำงานกับเชฟรุ่นหลาน เราก็บอกว่าเชฟคะ ช่วยแนะนำเทคนิคให้หน่อย เขาก็สอนเราดูแล้วก็จดจำและนำมาประยุกต์กับประสบการณ์ของเรา เราอย่าไปยึดติดว่าเราเก่งคนเดียว มันไม่ใช่ เราต้องเรียนรู้อยู่เสมอ จนตอนนี้ดิฉันเป็นแก้วที่มีน้ำล้นเลย (หัวเราะ) เพราะใครเก่งมาสอน ดิฉันรับหมด เราจะมีอีโก้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่พัฒนา”

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ทำให้รอดพ้นวิกฤต
          “สิ่งหนึ่งที่ดิฉันภาคภูมิใจมากๆ คือ เครื่องแกงที่เราส่งไปขาย 45 ประเทศทั่วโลก ต้องขอบคุณพริกแกงกะหรี่ของแม่ ที่ทำให้เราผ่านช่วงเวลานั้น (โควิด-19) มาได้ ขอบคุณคนอเมริกันด้วย (ยิ้ม) เพราะยอดขายเครื่องแกงที่มากที่สุด อยู่ที่อเมริกา เครื่องแกงกะหรี่ของเราขายดีมากๆ ในอเมริกาค่ะ”

ต้นแบบการใช้ชีวิต
          “แม่ดิฉันเก่ง แม่เป็นผู้หญิงเก่ง ดิฉันเห็นแม่ทำงานทั้งวันไม่เห็นเหนื่อยเลย ดิฉันได้รับพลังจากแม่มาเยอะมาก แม่ใจดี ทำบุญด้วย ขอทานมา แม่บอกว่าให้ข้าวขอทานด้วยนะ แม่ใจบุญ ดิฉันเคารพแม่มากเลย แม่สอนให้รู้จักแบ่งปันเสมอ ทำให้เราเติบโตมาแบบนี้ แม่ดิฉันเก่งมาก เป็นแบบอย่างที่ดีมาก”

แนวคิดในชีวิต
          “คีย์เวิร์ดของดิฉัน และดิฉันก็สอนลูกด้วยคำนี้ คือ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เราต้องทำให้เป็นไปได้ เราต้องมีความอดทน มีความพยายาม และอย่าเป็นคนที่ยึดติด ให้เป็นคนที่ยืดหยุ่น เราถึงจะปรับตัวและอยู่ได้กับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

เสน่ห์ของอาหารไทย
          “รสชาติค่ะ เพราะรสชาติแต่ละอย่างแตกต่างกัน ถ้าเรากินมัสมั่น เราจะได้รสสัมผัส 5 – 6 รส คือ หวาน เค็ม มัน เปรี้ยว เผ็ด และหอมด้วยสมุนไพร อาหารไทย มันมีเสน่ห์ เพราะรสชาติมีความซับซ้อน”

\

ฝากถึงนักล่าฝันที่อยากทำร้านอาหาร
          “อยากให้อดทน พร้อมกับทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้าแฮปปี้ ที่สำคัญต้องคิดเสมอว่าเราทำทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ เราต้องมีทีมเวิร์กที่ดี อย่างดิฉันคนเดียวก็ไปไม่รอด ต้องมีทีมมาร์เก็ตติ้งที่ดี ทีมต้องซัพพอร์ตทีม เราคนเดียวไปไม่ถึงฝัน หากเราเป็นคนฝัน เราต้องเอาความฝันเรา มาให้คนรอบข้างเราช่วยซัพพอร์ตเรา ไปเป็นทีมเราไปได้ไกล และยาวนานกว่า ตอนนี้ดิฉันมีหลานชายมาช่วยที่โรงงาน มีลูกชายคนเล็กอยู่ที่ร้านสุขุมวิท ลูกชายอีกคนอยู่ที่ภูเก็ต ทุกคนซัพพอร์ตเป็นกำลังใจ เราต้องอยู่เป็น เราต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ฉะนั้นการทำร้านหรือการทำกิจการอะไรก็ตาม เราต้องมีทีมเวิร์กที่ดีสำคัญที่สุดค่ะ”

เปรียบครอบครัว ‘สเต็ปเป้’ เป็นเมนูสักเมนู
          “ดิฉันว่าน่าจะเป็นแสร้งว่า แสร้งทำ (หัวเราะ) ทำไมดิฉันถึงแสร้งว่า เพราะบ้านดิฉัน บางทีก็ต้องทำเป็นแสร้งทำว่าไม่รู้ (หัวเราะ) จริงแล้วเรารู้แต่ว่าไม่พูด ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้บ้าง ยกตัวอย่างสามีเป็นคนละเอียด เขาบ่นอะไรมา เราก็เซย์เยส โอเค คือเราทำเหมือนยินยอมแต่จริงเราไม่ยอมหรอก (หัวเราะ) บ้านเรามีหลายรสชาติจริงๆ ค่ะ บางทีก็เผ็ด เปรี้ยว เหมือนอาหาร บางวันก็มีครบทุกรส” (ยิ้ม)

สิ่งสำคัญในชีวิต
          “ครอบครัวมีความสำคัญต่อชีวิตดิฉันมากค่ะ รองลงมาคือเพื่อนค่ะ เพราะเพื่อนที่ดีก็คือ ครอบครัว ดิฉันมองว่าเพื่อนที่ดีนี่หายาก บางครั้งเราอาจจะมีเพื่อนเยอะ แต่ว่า Best Friend เรามีไม่กี่คน สำหรับดิฉัน ครอบครัว และเพื่อนคือสิ่งสำคัญในชีวิตค่ะ”

Photo By : Pumkiat, Prayuth
Author By : Arunlak

SHARE