counters
hisoparty

จาก Trader สู่ เจ้าของบริษัทมหาชน บทสนทนากับ คุณซัน - กระทรวง จารุศิระ

12 hours ago

กระทรวง จารุศิระ

ตลาดทุนสอนให้เขาเข้าใจความเสี่ยงวิกฤตสอนให้เขาเข้าใจจังหวะ และธุรกิจสอนให้เขาเข้าใจ ‘ระบบ’

          เรื่องราวของ คุณซัน - กระทรวง จารุศิระ คือการเรียนรู้ การตัดสินใจ และวิสัยทัศน์ที่ต่อยอดจากตลาดทุนสู่การสร้างองค์กร ปัจจุบันในวัย 46 ปี คุณซันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด และบริษัทในเครืออีกประมาณ 8 แห่ง แต่จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการเป็นนักธุรกิจ หากเริ่มจากการเป็นเทรดเดอร์ที่มีเงินทุนเพียง 200,000 บาท พร้อมความตั้งใจแบบคนเพิ่งเรียนจบที่อยากประสบความสำเร็จให้ได้สักวัน
           “ถ้าย้อนกลับไปประมาณปี พ.ศ.2545 ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบปริญญาโทครับ แล้วได้เข้าไปแข่งโครงการ Money Management Ambassador ของตลาดหลักทรัพย์ ได้ที่ 2 ของประเทศ ก็เลยได้ไปฝึกงานที่ตลาดหลักทรัพย์ประมาณปีนึง แล้วก็ได้ไปฝึกงานที่ฮ่องกงด้วย มันทำให้ผมเปิดโลกทางด้านการเงินและการลงทุนค่อนข้างมาก
           “ตอนนั้นผมมองว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งระดมทุนของประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าผมจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ผมจำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่มันมีเงินเยอะๆ”
           บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการเทรดหุ้น หากขยายไปสู่แนวคิดเรื่องภาวะผู้นำ การจัดการปัญหา การสร้างทีม และความหมายของ ‘ความสำเร็จ’ ที่ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกวันแม้จะมีความฝัน แต่ความจริงในวันเริ่มต้นไม่ง่าย
           “ผมก็มีความใฝ่ฝันเหมือนเด็กทั่วไป อยากประสบความสำเร็จ อยากมีฐานะ อยากสร้างบริษัทที่ประสบความสำเร็จครับ แต่ตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้อะไรเลย ต้องลองผิดลองถูก แล้วเงินทุนก็มีแค่ 200,000 บาท มันทำอะไรได้ยากมาก ก็เลยเริ่มจากการเป็นเทรดเดอร์ในตลาดหุ้นก่อน ซื้อขายไป เรียนรู้ไป เจออะไรมาก็ครูพักลักจำ
          “สมัยก่อนถ้าเราจะไปเรียนมันไม่มีที่ที่สอนครับ ผมก็อ่านหนังสือ ใครไปบรรยายที่ไหน คนเก่งๆ ผมก็ไปฟังหมด แต่ไม่ได้ก็อปทั้งหมดนะครับ เอาเฉพาะสิ่งที่ผมคิดว่าเหมาะกับตัวผมมาประยุกต์ใช้”

กระทรวง จารุศิระ

วิกฤตที่ทำให้เห็น ‘โอกาส’
          “ตอน Hamburger Crisis ปี 2008 ตอนนั้นพอร์ตผมโตขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว จากเงินทุน 200,000 บาท ผมสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 5 ล้านบาท แต่พอเจอวิกฤต พอร์ตลดลงประมาณ 70% เหลือประมาณ 1.7 ล้านบาท หลายคนอาจจะรู้สึกเฟลหรือท้อ แต่ผมไม่ได้เฟลนะครับ ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นโอกาส เพราะดัชนีมันลงจากประมาณ 930 จุด เหลือประมาณ 380 จุด สำหรับผมมันไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจังหวะของตลาด ถ้าเราเข้าใจ Market Cycle เราจะเห็นว่าทุกวิกฤตมันมีรอบของมันเอง และถ้าเรามองออกว่าอยู่ช่วงไหนของรอบนั้น เราจะไม่ตื่นตระหนก แต่จะรู้ว่าควรทำอะไรต่อ”

หลังวิกฤตผ่านไป เขาใช้สิ่งที่สะสมมาตลอดทาง
          “หลังจากวิกฤตผ่านไป ผมไม่ได้ทำอะไรแบบสุ่มๆ นะครับ ผมใช้ทุกอย่างที่ผมสะสมมาตลอดทาง ผมใช้ Fundamental Analysis ในการดูพื้นฐานกิจการ ใช้ Technical Analysis ดูจังหวะเข้าออก ดู Market Cycle ว่าเราอยู่ช่วงไหนของรอบตลาด แล้วก็ใช้เรื่อง Leverage อย่างระมัดระวัง รวมถึงเข้าใจระบบ Clearing And Settlement ว่ากลไกตลาดมันทำงานยังไง ทุกอย่างมันประกอบกันครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องเดียว ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นสูตรลับอะไร แต่มันคือการเข้าใจเครื่องมือแต่ละอย่าง แล้วรู้ว่าต้องใช้ตอนไหน พอเรารู้จังหวะและรู้โครงสร้างของตลาด เราจะไม่ตื่นตระหนกเวลาเกิดความผันผวน ผลลัพธ์ในอีกประมาณ 5–6 ปีต่อมา จาก 1.7 ล้านบาท มันค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเป็นหลักร้อยกว่าล้าน มันไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่มันเกิดจากการตัดสินใจซ้ำๆ ที่สอดคล้องกับระบบที่เราเข้าใจ”

กระทรวง จารุศิระ

จากเวทีแข่งขัน สู่การสร้างองค์กร
          “จุดเปลี่ยนสำคัญมันเกิดประมาณปี 2557 ครับ ตอนนั้นมีบริษัทหลักทรัพย์อยากให้ผมเป็นวิทยากร แล้วเสนอค่าตัวให้ 2 ล้าน แต่ผมบอกเขาเลยว่าผมไม่อยากได้ 2 ล้าน ผมอยากเอาเงินตรงนั้นไปทำโปรเจกต์แข่งเทรด ผมอยากรู้ว่าใครเทรดเก่งที่สุดในประเทศ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเลยนะครับ ผมแค่รู้สึกว่ามันสนุก ผมอยากเจอเพื่อน อยากเจอคนเก่งๆ แล้วก็อยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมสอนไปมันใช้ได้จริงในตลาดไหม ปีแรกมีคนมาแข่งประมาณ 500 คน ปีที่สองประมาณ 800 คน ปีที่สามกระโดดเป็น 1,500 คน ปีที่สี่ประมาณ 2,000 คน มันค่อยๆ โตขึ้นเองแบบธรรมชาติ ตอนแรกผมไม่ได้คิดจะทำเป็นธุรกิจเลยด้วยซ้ำ ผมมองมันเป็นแค่โปรเจกต์ที่เราได้เจอคน ได้พัฒนาตัวเอง แต่พอคนที่มาเรียนเขาอยากเรียนต่อจริงจัง บางคนอยากเป็น Full-Time Trader บางคนอยากมี Financial Freedom อยากฝึกแบบเป็นระบบ องค์กรมันก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาเอง พอมันเริ่มเป็นองค์กรจริงๆ เราก็ต้องจ้างพนักงาน จ้างโค้ช มีฝ่ายพีอาร์ มีฝ่าย CRM มีฝ่ายขาย มันไม่ใช่แค่เรื่องสอนแล้วจบ ช่วงแรกผมบอกเลยนะ บริษัทไม่มีกำไรเลย ชนทุนอยู่ประมาณ 3 ปี แต่ผมไม่ได้แคร์ เพราะผมทำด้วย Passion หลังโควิดมันเทิร์นแรงมาก ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด กำไรโตขึ้นมหาศาลในแบบที่เราไม่คิดว่ามันจะดีได้ขนาดนี้ จนปีล่าสุดผมตัดสินใจขายให้บริษัทมหาชนไปประมาณ 1,059 ล้านบาท”

มุมมองผู้นำที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้นำ
          “ผมไม่เคยคิดว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยซ้ำครับ ผมเติบโตมาจากการเทรดหุ้นกับการลงทุน ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้ประกอบการ แล้วผมก็ยอมรับกับตัวเองเลยว่าผมเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เก่ง ผมเคยลองทำหลายธุรกิจ ทั้งออแกไนซ์เซอร์ ร้านอาหาร ขายสินค้าออนไลน์ แต่ผมไม่มีความอดทนมากพอจะผลักดันมันให้สำเร็จ ผมเลยกลับมาโฟกัสสิ่งเดียวคือการเทรด เพราะผมเชื่อว่าคนเราเก่งได้ไม่ทุกอย่าง แต่ถ้าจะเก่ง ต้องเก่งอย่างเดียวแล้วเอาให้สุด
          “พอองค์กรเริ่มโต ผมก็ต้องเรียนรู้บทบาทใหม่โดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ผมแบ่งมันเป็น 3 เฟสครับ เฟสแรกคือ Survivor ต้องเอาตัวรอดก่อน ถ้าช่วงนั้นผมไปจัดโครงสร้างองค์กรใหญ่โตเลย ผมบอกเลยว่าเจ๊งแน่ ผมใช้ทีมเล็กๆ คนสนิท เงินเดือนช่วงแรกผมจ่ายน้อยมาก เพราะรายได้ยังไม่มั่นคง แต่ทุกคนมีหุ้น ถ้าสำเร็จก็แบ่งกัน พอลูกค้าเริ่มมากขึ้น มันเข้าสู่เฟสที่สอง คือจัดระบบ ต้องมี Organizational Chart ชัดเจนว่าใครทำอะไร รับผิดชอบอะไร ระบบค่าตอบแทนต้องโปร่งใส เพราะถ้าไม่มีระบบ องค์กรมันโตไม่ได้ แล้วพอระบบนิ่ง มันถึงเข้าสู่เฟสที่สามคือ Scale เราสามารถรับคนเพิ่ม รับลูกค้าเพิ่ม แล้วทำบริษัทให้มีมูลค่าในแบบที่ควรจะเป็น ไม่ใช่แค่ทำให้รอด แต่ทำให้แข็งแรงและเติบโตได้จริง”

กระทรวง จารุศิระ

ปัญหา = ขั้นบันได
          “ผมมองว่าปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานครับ ถ้าไม่มีปัญหา ตรงนั้นไม่มีเงิน ยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับคน ยิ่งต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา ทั้งเรื่องบุคลากร เรื่องลูกค้า เรื่องกระบวนการทำงาน ทุกอย่างคือการ Manage ตลอดทาง ผมไม่เคยมองว่าปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องหนี หรือเป็นเรื่องที่ทำให้ท้อ เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเจออยู่แล้ว ยิ่งเราแก้ปัญหาได้มากเท่าไร เรายิ่งพัฒนาสินค้าและบริการของเราได้ดีขึ้น Quality Control ก็จะดีขึ้น ระบบก็จะดีขึ้น มันเหมือนเรา Step ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งทุกครั้งที่แก้ได้ ถ้าไม่มีปัญหา เราจะไม่โต แล้วสุดท้ายจะมีคู่แข่งที่ทำได้ดีกว่าเราเข้ามาแทน เพราะฉะนั้นสำหรับผม ปัญหาไม่ใช่อุปสรรค แต่มันคือขั้นบันไดครับ”

Ecosystem ที่ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์
          “ผมโฟกัสการสร้าง Ecosystem ครับ เพราะผมมองว่าธุรกิจในยุคนี้ ถ้าเราให้ประโยชน์ลูกค้าได้ไม่มากกว่าคู่แข่ง อย่าทำเลย ทำไปก็เหนื่อยแล้วสุดท้ายก็แพ้อยู่ดี เราต้องมี Unique Selling Point ต้องมีจุดเด่นที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ทำเหมือนคนอื่นแล้วหวังว่าจะรอด ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าจะทำร้านอาหาร อาหารต้องอร่อยมาก แต่แค่อร่อยอย่างเดียวก็ไม่พอ ทำเล บรรยากาศ ประสบการณ์ของลูกค้า ทุกอย่างต้องประกอบกัน เพราะการตัดสินใจของลูกค้ามันซับซ้อนขึ้นมาก เพราะฉะนั้นผมเลยมองว่าเราต้องสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ลูกค้าได้คุณค่า ทีมงานเติบโต คู่ค้าอยู่ได้ ซัพพลายเออร์อยู่ได้ มันต้องโตไปพร้อมกัน
          “ดีลที่ดีสำหรับผมคือดีลที่ทำให้ Stakeholder ทุกคนได้ประโยชน์ ถ้าผมได้เยอะเกินไป อีกฝ่ายได้น้อยเกินไป ดีลส่วนใหญ่ไม่เกิด หรือถึงเกิดก็อยู่ไม่นาน เพราะสุดท้ายทุกคนฉลาดทันกันหมด ผมไม่เชื่อในดีลที่เอาเปรียบกัน ผมเชื่อในดีลที่ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองได้คุณค่าและอยากเดินต่อไปด้วยกัน”

กระทรวง จารุศิระ

เงินสำคัญ แต่ไม่ใช่ที่สุด
          “เงินเป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดครับ ผมมองว่าเงินจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเงิน เราไม่สามารถตอบสนองสิ่งพื้นฐานของชีวิตได้ ใน Maslow’s Hierarchy Of Needs ลำดับแรกคือ Physiological Needs อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ทุกอย่างต้องใช้เงิน ลำดับต่อมาคือ Safety Needs ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยจากอันตราย แต่รวมถึงความปลอดภัยทางการเงินด้วย ทุกคนควรมีเงินเก็บ มีเงินเกษียณ มีความมั่นคงพอที่จะดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก พอพื้นฐานสองอย่างนี้มั่นคงแล้ว คนเราจะเริ่มมองหา Social Needs อยากอยู่ในสังคมที่ดี อยากอยู่กับคนที่มีพลังบวก มี Productivity มีความสร้างสรรค์ ไม่ดราม่า ไม่ทำลายกัน ต่อจากนั้นคือ Esteem Needs คือความภาคภูมิใจในตัวเอง ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แล้วสูงสุดคือ Self-Actualization คือการได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ได้ทำสิ่งที่มีความหมายต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มองว่าเงินไม่สำคัญนะครับ เงินสำคัญมาก แต่สุดท้ายไม่มีใครเอาเงินไปใช้บนสวรรค์หรือนรกได้ ถึงจุดหนึ่งมันพอแล้ว ที่เหลือคือเรามีความสุขและมีคุณค่าในทุกวันไหม”

คำฝากถึงคนที่อยากรวย
          “อยากรวยไม่ผิดครับ ผมก็อยากรวย ทุกคนก็อยากรวย เพราะมันสะท้อนว่าเรารักตัวเอง รักครอบครัว อยากดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด แต่ความอยากรวยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เรารวย ถ้าไม่มี Solution ไม่มี Implementation ไม่มีการลงมือทำจริง ความอยากมันจะกลายเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน
          “ผมแนะนำง่ายๆ เลยว่าให้เขียนแผนชีวิตออกมา ระยะสั้นภายใน 1 ปี ระยะกลาง 3–5 ปี ระยะยาวคือเป้าหมายที่เราอยากไปถึง แล้วถามตัวเองว่า Roadmap ของเราคืออะไร แต่ละคนไม่เหมือนกัน บริบทไม่เหมือนกัน ความถนัดไม่เหมือนกัน แต่ต้องมีแผน และต้องลงมือทำ แล้วอีกอย่างที่ผมพูดเสมอ คือไม่มีใครโง่ไปกว่าใครครับ อยู่ที่ว่าเรารู้หรือไม่รู้ บางคนบอกว่ามันดูยากจัง แต่มันยากเพราะเรายังไม่เคยเรียนรู้มันเท่านั้นเอง
          “มนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้ เราเป็น Homo Sapiens ที่อยู่รอดมาได้เพราะการสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าถ้าเราโฟกัสจริงๆ ให้เวลากับมันจริงๆ ต่อให้วันนี้เรายังไม่เก่ง วันหนึ่งเราก็เก่งได้ ผมเชื่อแบบนั้น”

ก่อนจบบทสนทนา เขาทิ้งมุมมองต่อชีวิตไว้อย่างเรียบง่าย
          “ผมจะไม่จมกับอดีต เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้ และผมจะไม่กังวลกับอนาคต เพราะอนาคตยังไม่เกิด อนาคตมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในปัจจุบัน ถ้าวันนี้เรามีสติรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ แล้วเราทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ นั่นแหละครับมันพอแล้ว ทำไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร แค่ดีขึ้นจากเมื่อวานก็พอ”

กระทรวง จารุศิระ

Photo By : Veeraphol
Author By : Arunlak

SHARE    

SHARE