counters
hisoparty

Exploring…Montenegro

2 months ago

         192! คือตัวเลขลำดับประเทศของมอนเตเนโกร (Montenegro) ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศแล้ว
         2549! คือ พ.ศ.ที่มอนเตเนโกรประกาศแยกตัวมาเป็นประเทศใหม่อย่างเป็นทางการ

         นี่คือหนึ่งในประเทศน้องใหม่ของโลกที่เกิดจากการอับปางลงของระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก
         ช่วงปี 2532 หลังจากการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ ยูโกสลาเวียก็เกิดความระส่ำระสาย หลายรัฐที่เคยอยู่ในยูโกสลาเวียก็ประกาศแยกตัวเป็นอิสระ ทั้งโครเอเชีย สโลวีเนีย มาซิโดเนีย และบอสเนีย & เฮอร์เซโกวินา ก็พากันแตกเป็นประเทศใหม่ ช่วงปี 2534 ยูโกสลาเวียจึงเหลือแค่รัฐเซอร์เบีย และมอนเตเนโกรเท่านั้นที่ยังไม่ขยับตัว 

         15 ปีผ่านไป มอนเตเนโกรถึงได้ขอประกาศแยกตัวอย่างเป็นทางการจากเซอร์เบีย ชื่อของยูโกสลาเวียจึงกลายเป็นเพียงอดีตที่มีไว้ให้ผู้คนได้ตามรอยประวัติศาสตร์
         อาจจะเป็นประเทศใหม่ แต่เรื่องความน่าเที่ยวถือว่าไม่น้อยหน้าเมืองไหนในยุโรป อย่างที่เมืองกอเตอร์ ต้องพูดเลยว่าเป็นเมืองที่เลอะเทอะไปด้วยรอยเท้าของนักเดินทาง 

         ความที่เป็นเมืองตากอากาศก็จะเห็นความคึกคักของนักเดินทาง และในฤดูท่องเที่ยวก็จะเห็นเรือสำราญที่ล่องแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลอะเดรียติค พานักเสพความสำราญมาจอดทอดสมออยู่ริมกำแพงเมืองเก่า
         ตั้งแต่สายๆ ไปถึงเย็นย่ำของทุกวัน เรือสำราญจะพาลูกทัวร์มาปล่อยให้เดินเล่นในเมืองเก่ากอเตอร์กัน คนที่นี่จึงคุ้นเคยดีกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วมุมโลก

         ที่นี่มีป้อมปราการประจำเมืองที่สร้างเลื้อยไล่ไปบนภูเขา 1,300 กว่าขั้น คือตัวเลขบันไดที่ต้องตะกายขึ้นป้อม และระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร เป็นตัวเลขความยาวของป้อมปราการที่เลื้อยไล่ไปตามหุบเขา
         แต่เมื่อขึ้นมาถึงบนนี้กอเตอร์สมนาคุณคนขยันเดินด้วยวิวระดับหกดาว ภาพนั้นทำให้ทุกคนจากมาด้วยรอยยิ้ม และเสียงชัตเตอร์ที่ลั่นกันระงมหุบเขา

         ในตัวเมืองเก่ากอเตอร์มีโบสถ์อยู่หลายแห่ง แต่โบสถ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนเดินมาหาคือโบสถ์เซนต์ลุค (St. Luke’s Church) ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าแก่สร้างตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 และถึงจะเป็นโบสถ์เล็กๆ แต่ก็อวดสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างโรมาเนสก์กับไบเซนไทน์ ด้านในยังมีภาพเขียนสีเฟรสโกที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็ทำให้คนเพ่งมองได้อยู่นานสองนาน

         ส่วนโบสถ์เซนต์นิโคลัส (St.Nicolas Church) ที่ตั้งอยู่เคียงกัน เป็นโบสถ์ใหญ่โตที่สุดในเมืองเก่ากอเตอร์ ระดับความเข้มขลังน้อยกว่าโบสถ์เซนต์ลุคเยอะ แต่ไม่มีใครเดินผ่านไปโดยไม่แวะเข้าไปทักทายโบสถ์นิโคลัส

         ที่กอเตอร์ยังมีพระราชวังเก่าแก่ด้วย แต่พอได้ยินคำว่าพระราชวังอย่าเพิ่งคิดว่าใหญ่โต เพราะในตัวเมืองเก่ากอเตอร์มีพระราชวังหลายแห่ง แต่ละแห่งก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร และทุกวันนี้ถูกแปลงสภาพเป็นโรงแรมบ้าง ร้านอาหารบ้าง พิพิธภัณฑ์บ้าง บางแห่งด้านบนเป็นที่พักด้านล่างเป็นร้านขายของที่ระลึก แต่ที่เหมือนกันคือความเก่า
         จะว่าไป กอเตอร์เป็นเมืองไซส์เล็ก เมืองเก่าเลยพลอยเล็กตามไปด้วย แต่ก็เป็นเมืองเล็กที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ ไม่อย่างนั้นองค์การยูเนสโก้คงไม่ยกให้เป็นมรดกโลกด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม

         ในชายคาเมืองเก่ายังมีอาคารโบราณที่เคยเป็นทั้งคุก โรงพยาบาล ค่ายทหาร บางอย่างเป็นมรดกตกทอดจากยุคที่พวกเวนิสเข้ามาปกครอง บางสิ่งฟ้องว่าอาณาจักรออตโตมันก็เคยรุ่งโรจน์อยู่แถวนี้
         ซึ่งแม้ทุกวันนี้จะเป็นบ้านคน พิพิธภัณฑ์ และร้านรวงไปเกือบหมดแล้ว แต่ตรงไหนเป็นอาคารสำคัญเขาจะติดป้ายเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้รู้

         อีกเมืองหนึ่งของมอนเตเนโกรที่แม้แต่คนมอนเตเนโกรยังยกให้เป็นเมืองตากอากาศริมทะเลอันดับหนึ่งของพวกเขา ที่นั่นคือเมือง ‘บุดวา’ (Budva) เมืองที่หลายคนบอกว่าอยู่ด้วยแล้วไม่น่าเบื่อ

         นี่คือเมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของมอนเตเนโกรที่ทอดตัวอยู่ริมทะเลอะเดรียติค มีโรงแรมและเรือนพักตั้งกระจายกระจายเป็นหย่อมๆ และหนาแน่นขึ้นเมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ใครมองหาโรงแรม 4-5 ดาวมาพักเมืองบุดวาคงไม่ผิดหวัง

          เป็นเมืองที่ถูกความเจริญแผ่คลุมไปทั่ว ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยมอ่องจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองเก่าที่สร้างศตวรรษที่ 5 หลายมุมอาจจะดูใหม่ แต่ยังพอมีอยู่มุมหนึ่งที่พอจะฉายภาพให้เห็นว่าบุดวาคือเมืองโบราณ ที่นั่นคือเมืองเก่าประจำเมือง อาจจะเหมือนกับเมืองกอเตอร์ที่กำแพงเมืองถูกสร้างตั้งแต่พวกเวนิสเข้ามาปกครอง สิ่งปลูกสร้าง วัฒนธรรม และมรดกตกทอดหลายๆ อย่างจึงยังปรากฏอยู่ เพราะช่วงที่เวนิสเข้ามาปกครองก็นานกว่า 400 ปี นานพอจะทิ้งอะไรไว้ให้ดูต่างหน้าไม่น้อยเหมือนกัน

        จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่อาณาจักรออตโตมันเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ที่จริงในอดีตบุดวาจัดว่าเป็นดินแดนที่เนื้อหอมมาก นอกจากพวกเวนิสและอาณาจักรออตโตมันแล้ว ยังมีชาตินักล่าอาณานิคมหลายๆ ชาติแวะเวียนมาด้อมๆ มองๆ อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ถึงได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศยูโกสลาเวีย

        ทั่วทั้งบุดวา ยังมีชายหาดประมาณ 30 กว่าแห่งกระจายอยู่รอบๆ เมือง แต่ที่ฮิตที่สุดคนแถวนี้เขาบอกว่าชื่อหาดมอเกรน (Mogren Beach) ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเก่าเท่าไหร่

        จากกอเตอร์ไปถึงบุดวา คงพอทำให้รู้จักมอนเตเนโกรในหลากหลายมุม อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ถึงจะเร่งรัดพัฒนาซักแค่ไหน นี่คือมุมหนึ่งของยุโรปที่ธรรมชาติยังคงอยู่

Story & Photo By กาญจนา หงษ์ทอง

SHARE