counters
hisoparty

‘Hamburg & Stade’ 2 เมืองน่าเที่ยวในเยอรมนีตอนเหนือ

2 hours ago

         บางทีเยอรมนีก็เป็นประเทศที่นักเดินทางมองข้ามอยู่บ่อยๆ เพราะเรื่องเสน่ห์แพรวพราวทุกคนได้แต่นึกถึงอิตาลี ฝรั่งเศส ที่จริงแล้ว เยอรมนีเองก็มีเมืองสวยๆ แอบซ่อนอยู่ไม่ใช่น้อย วันนี้จะพาสำรวจ 2 เมืองทางตอนเหนือของเยอรมนีกัน

‘ฮัมบูร์ก’ เมืองท่าน่าเที่ยว
         อย่างไม่ต้องสงสัย ในขบวนเมืองท่าน่าเที่ยว ต้องมีชื่อของฮัมบูร์ก (Hamburg) ติดอยู่ด้วย เพราะฮัมบูร์กเป็นแบบนั้นจริงๆ

         เมืองท่าโดยส่วนใหญ่จะมีแต่เรือจอดอยู่เต็มอ่าว แต่แห้งแล้งความน่าดูน่าเที่ยว ต่างกับฮัมบูร์กที่ทั่วทั้งเมืองโรยไว้ด้วยจริตจะก้าน

         ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของฮัมบูร์ก จึงมีแต่รอยเท้าของนักเดินทาง ที่เห็นย่ำกันเป็นเทือกคงเป็นแถวท่าเรือฮัมบูร์ก

         เขาแห่แหนมาดูท่าเรือแห่งนี้ ไม่ใช่เพราะที่นี่คือท่าเรือใหญ่ที่สุดในเยอรมนี หรือเป็นท่าเรือที่มหึมาติดอันดับโลก แต่เป็นเพราะฮัมบูร์กมีของดีเรียงรายอยู่ตามทางเดินเลียบทะเล

         ตลาดปลา (Fish Market) อายุ 300 กว่าปี คือบริเวณที่ผู้คนเดินดุ่มๆ ไปที่นั่น เขาเปิดกันตั้งแต่เช้ามืด และขายแค่สายๆ เท่านั้น ใครที่หลัง 9.30 น. ก็อาจจะเห็นแค่แผงโล่งๆ ที่มีแต่คนกำลังก้มๆ เงยๆ เก็บแผง แต่ถ้าไปช่วงที่ตลาดยังไม่วาย คุณก็จะเห็นชีวิตชีวาของตลาดปลาที่น่ามองไม่แพ้ตลาดขายผักผลไม้

         สมัยก่อนอาจจะขายแต่ปลา แต่เดี๋ยวนี้มีตลาดนัดขายเสื้อผ้า กาแฟ มีดนตรีมาเปิดการแสดงอยู่ริมน้ำ เรียกว่าคึกคักกันตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะมีแต่นักท่องเที่ยวอยากมาเห็นบรรยากาศของตลาดเช้า

         มองออกไปจากจุดนี้ คุณจะเห็นเรือทอดสมอกระจัดกระจายอยู่เต็มอ่าว ไม่ว่าจะเป็นเรือขนสินค้าเรือสำราญ เรือเดินสมุทร เรือที่พานักท่องเที่ยวเลาะไปตามคูคลองของฮัมบูร์ก ไปจนถึงเรือที่หมดอายุขัยแล้ว จะมาจอดสงบแน่นิ่งประดับอ่าวด้วยเช่นกัน

         ใกล้ๆ กับท่าเรือคือย่าน รีพเพอร์บาห์น (Reeperbahn) ย่านที่คนชอบอาบแสงสีต้องมาเดินโต๋เต๋ในยามค่ำคืน เพราะระดับความน่าดูและความครื้นเครง จะพุ่งขึ้นเมื่อรีพเพอร์บาห์นสิ้นแสงตะวัน

         ไม่ต่างจากถิ่นโคมแดงในอัมสเตอร์ดัม รีพเพอร์บาห์นมีทั้งนวลนางหลังตู้กระจก ผับ บาร์ ดิสโกเทก ร้านอาหาร และร้านเซ็กซ์ช็อป

         แต่ถ้าอยากเห็นฮัมบูร์กมุมที่รื่นตารื่นใจ ต้องไปที่จัตุรัสทาวน์ฮอลล์ (Rathausmarkt) ที่นั่นมีศาลาว่าการ (City Hall) เอาไว้เป็นมุมที่ฮัมบูร์กมีไว้ต้อนรับแขกเหรื่อจากต่างบ้านต่างเมือง

         อาคารที่ถูกออกแบบสไตล์นีโอ-เรเนสซองส์ และมีหอคอยสูงกว่า 100 เมตร คือสถานที่ราชการที่มีไว้คณะรัฐบาลและรัฐสภาได้นั่งปฏิบัติหน้าที่ อาคารร้านรวงในละแวกนั้น เป็นอาคารเก่าแก่และมากมายไปด้วยประวัติศาสตร์ ทั้งหอการค้า โบสถ์น้อยใหญ่ก็กระจายตัวอยู่ทั่ว

         แถวทาวน์ฮอลล์ มีร้านขายของที่ระลึกหลายแห่งแต่ถ้าเป็นย่านชอปปิงประจำเมืองต้องไปที่ถนน Monckebergstrasse และ ถนน Spitalerstrasse และย่าน Gaensemarkt แต่ที่กำลังฮอตฮิตเป็นชอปปิงคอมเพล็กซ์อย่าง Europa Passag อยู่ไม่ไกลจากทาวน์ฮอลล์ ส่วนใหญ่ที่นี่ร้านเปิดทุกวัน

         และสาวๆ จะต้องร้องว้าว เมื่อเดินข้ามคลองอัลสเตอร์อาร์คาเดน (Alsterarkaden) มาไม่ไกลก็เป็นแหล่งชอปปิงประจำเมือง

         ฮัมบูร์กในสายตาคุณจะยิ่งสวยขึ้น ถ้าได้ล่องเรือไปตามคูคลองที่เป็นเส้นเลือดฝอยของแม่น้ำเอลเบอที่โอบรัดเมืองเอาไว้ มาฮัมบูร์กทั้งที ต้องนั่งเรือเที่ยวไปตามลำคลองและและเลาะไปตามแม่น้ำเอลเบอ ที่นี่จึงมีหลายประเภทให้บริการ เช่นเรือเฟอรีให้บริการ 6 สาย เรือทัวร์ที่พาไซต์ซีอิงประมาณ 1 ชั่วโมง ไปจนถึงเรือแบบ Hop on-Hop 0ffขึ้นและลงตามท่าเรือต่างๆ ได้

         และที่นี่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเช่าจักรยานมาปั่น ค่าเช่าวันละประมาณ 10-15 ยูโร ถ้าบางช่วงเหนื่อยหรือทางไกลคุณสามารถนำจักรยานขึ้นรถไฟได้ด้วย แต่เขาไม่อนุญาตให้นำขึ้นก่อนช่วง 09.00 น. และช่วง 16.00-18.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนใช้บริการหนาแน่น

         แล้วคำว่า”เมืองท่าน่าเที่ยว” ก็อาจจะมีคุณอีกคนที่เห็นด้วย

ชตาเดอเมืองเล็กที่น่ารัก
         นั่งรถไฟ 1 ชั่วโมงจากฮัมบูร์ก มีเมืองชตาเดอ (Stade) เมืองเล็กริมสายน้ำที่เหมือนหลุดออกมาจากโปสการ์ดเยอรมนี นี่คือเมืองฮันเซียติกเก่าแก่อยู่ริมแม่น้ำ ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้โบราณสีสวย ถนนหินเล็กๆ ท่าเรือเก่า และบรรยากาศแสนสงบ จนบางครั้งการมาเที่ยวเมืองชตาเดอก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลัง ‘เที่ยวเมือง’ แต่เหมือนกำลังเดินเข้าไปในฉากหนึ่งของนิทานยุโรป

         ชตาเดอมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,000 ปี และเคยเป็นเมืองสำคัญทางด้านการค้าของเมืองต่างๆ ในยุโรปเหนือช่วงยุคกลาง ความรุ่งเรืองในอดีตทำให้เมืองมีท่าเรือและย่านการค้าที่คึกคัก ก่อนที่กาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไป 

         เมื่อเดินอยู่ในย่านเมืองเก่า ยังมองเห็นร่องรอยของอดีตได้แทบทุกมุม ตั้งแต่บ้านพ่อค้าโบราณ ไปจนถึงอาคารอิฐที่สร้างขึ้นในยุคสวีเดน ที่น่าสนใจคือในปี 1659 เมืองชตาเดอเคยเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่จนพื้นที่ใจกลางเมืองเสียหายไปมาก แต่การสร้างเมืองขึ้นใหม่ยังคงรักษาแนวถนนเดิมเอาไว้ ทำให้บรรยากาศของเมืองเก่าที่เราเห็นในวันนี้ยังคงสะท้อนโครงสร้างของเมืองในอดีตได้อย่างน่าประทับใจ 

         จุดแรกที่ควรไปคือท่าเรือฮันเซียติกเก่า ท่าเรือแห่งนี้อยู่ใจกลางเมืองและมีประวัติย้อนกลับไปถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ที่เรือสินค้าจากหลายพื้นที่ของยุโรปเข้ามาขนถ่ายสินค้า แต่วันนี้ภาพที่เห็นกลับแตกต่างออกไปอย่างน่ารัก เรือเก่า บ้านไม้หน้าจั่ว คาเฟ่ ร้านอาหาร และระเบียงริมแม่น้ำเรียงรายอยู่รอบผืนน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งจิบกาแฟ มองผู้คนเดินผ่าน หรือเพียงปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างช้าๆ

         นี่อาจเป็นหนึ่งในมุมที่ทำให้ชตาเดอมีเสน่ห์ที่สุด เพราะเมืองไม่ได้พยายามทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นเพียงของจัดแสดง แต่ปล่อยให้อดีตอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติ

         บ้านที่นี่เป็นโครงไม้แบบดั้งเดิมของเยอรมนี และมีเครนไม้โบราณที่ใช้สำหรับขนถ่ายสินค้าจากเรือในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมือง ที่นี่ไม่มีตึกสูง ไม่มีถนนที่พลุกพล่านจนเกินไปมีเพียงอาคารเก่า น้ำในคลอง และเสียงผู้คนพูดคุยกันเบาๆ

         มาถึงที่นี่ ลองปล่อยให้ตัวเองเดินหลงในเมืองเก่า แล้วปล่อยให้ชตาเดอเล่าเรื่องของตัวเอง เมืองนี้จึง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ชอบการท่องเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ

         ถ้าคุณเบื่อเมืองใหญ่ อยากเปลี่ยนจากการวิ่งตามแลนด์มาร์กชื่อดังมาเป็นการนั่งคาเฟ่ริมคลอง เดินดูบ้านเก่า ชมท่าเรือ และสัมผัสบรรยากาศชีวิตประจำวันของเมืองเยอรมันเล็กๆ ชตาเดอคือเมืองที่ตอบโจทย์นี้ที่สำคัญคือเมืองเก่าสามารถสำรวจด้วยการเดินได้ค่อนข้างง่าย โดยเส้นทางเที่ยวชมเมืองหลักสามารถใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง

         และนี่คือ 2 เมืองของเยอรมนี 2 ขนาด 2 มู้ด ที่อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัส

 

Author By : คุณกาญจนา หงษ์ทอง

SHARE