counters
hisoparty

Lhasa… ชีวิตเนิบช้าบนหลังคาโลก

17 hours ago

สำหรับชาวทิเบตทุกคน สักครั้งในชีวิตที่ได้อัษฎางคประดิษฐ์ออกจากรั้วบ้านไปจนถึงพระราชวังโปตาลา ถือว่าได้บรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่ ไม่ต่างจากชาวมุสลิมที่ได้เดินทางไปยังนครเมกกะเพื่อประกอบศาสนกิจ ทุกคนต่างมีชีวิตอยู่เพื่อทำสิ่งนี้

          สำหรับชาวทิเบตทุกคน สักครั้งในชีวิตที่ได้อัษฎางคประดิษฐ์ออกจากรั้วบ้านไปจนถึงพระราชวังโปตาลา ถือว่าได้บรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่ ไม่ต่างจากชาวมุสลิมที่ได้เดินทางไปยังนครเมกกะเพื่อประกอบศาสนกิจ ทุกคนต่างมีชีวิตอยู่เพื่อทำสิ่งนี้การแสดงความศรัทธาของชาวทิเบต ไม่ได้เห็นผ่านการก้มกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์เท่านั้น แต่รายรอบพระราชวังโปตาลาและตามถนนหนทางมีแต่ผู้คนเดินหมุนกงล้อศักดิ์สิทธิ์

          ทั้งชีวิตของพวกเขา จึงไม่ได้อยู่เพื่อแก้วแหวนเงินทอง ไม่ได้ปรารถนาจะเป็นเจ้าของคำว่า ‘ร่ำรวย’ หรืออยากให้คำว่า ‘เศรษฐี’ ไม่มีฝันที่อยากเที่ยวรอบโลก เพราะแค่เดินปฏิบัติธรรมรอบโปตาลาอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ราวกับว่าได้หลุดพ้นจากความอยากทั้งปวง อาจจะจริงที่ว่า ชีวิตชาวทิเบตเกิดมาเพื่อศรัทธา สวดมนต์ และภาวนา

โปตาลาศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต
          พระราชวังโปตาลาเคยเป็นแหล่งพำนักของกษัตริย์ ถึงยุคหนึ่งกลายเป็นสถานที่ที่ใช้บ่มเพาะผู้ศรัทธาในธรรม จนกระทั่งในวันนี้ ที่นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าของโลก

          ใต้ท่อนซุงลำมหึมากว่าหมื่นต้น ค้ำยันห้องหับเกือบพันห้องเอาไว้อย่างแข็งแรง ใต้หลังคาสีทองอร่ามที่อยู่เหนือสุด คลุมสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะคล้ายป้อมปราการสีขาวที่สง่าผ่าเผย ตรงกลางเป็นพระราชวังสีเลือดหมูอมแดง ปีกซ้ายขวาโอบไว้ด้วยพระราชวังสีขาว

          ฝั่งหอสูงขนาดใหญ่สีเลือดหมูอมแดงมี 13 ชั้น เป็นส่วนที่พระลามะใช้ปฏิบัติศาสนกิจและประกอบพิธีกรรมสำคัญ มีทั้งหอสวดมนต์ หอที่มีไว้นั่งสมาธิ และหอที่ที่เก็บพระไตรปิฎก 

          นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนที่บรรจุศพขององค์ทะไลลามะหลายพระองค์ แต่ละแท่นประโคมเพชรพลอยระยิบระยับ แต่ที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุดคงเป็นแท่นที่เก็บศพของทะไลลามะองค์ที่ 5 อาจจะเป็นเพราะได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตร ไม่ได้ประโคมแค่เพชรพลอยและหินมีค่าระดมใส่เข้าไป ได้ข่าวว่าอุดมไปด้วยทองนับแสนตำลึง ได้ยินแล้วหูตาพร่าลายคำนวณไม่ถูกเลย

          ส่วนฝั่งที่เป็นวังขาวสูง 7 ชั้นนั้น เปรียบเหมือนศาลาว่าการ เป็นมุมที่บรรดาองค์ทะไลลามะในแต่ละสมัย มีไว้บริหารกิจการงานบ้านเมือง 

          จำนวนห้องหับเกือบพัน จำนวนเสาโบราณนับหมื่นต้น จำนวนโบราณวัตถุอันเก่าแก่และพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์อีกไม่น้อย ที่ยังถูกเก็บรักษาอยู่ภายในโปตาลา ไม่สำคัญเท่าพลังศรัทธาอันเข้มแข็งที่ยังคงอยู่

          ในอดีต โปตาลาคือศูนย์รวมอำนาจทางศาสนาและการเมืองของทิเบต วันนี้ คือพิพิธภัณฑ์ แต่เมื่อไร้ร้างองค์ทะไลลามะและพระลามะ ที่นี่จึงเป็นเพียงสถานที่คุมขังอดีต จิตวิญญาณ ความโบราณ และความหลัง เอาไว้ในพระราชวังโอฬารแห่งนี้

วัดโจคัง วาติกันแห่งลาซา
          หากโปตาลาคือ ‘เมกกะแห่งลาซา’ จะเปรียบวัดโจคัง เป็น ‘วาติกันแห่งลาซา’ คงไม่เกินจริง

          โดยธรรมชาติของเมืองเมืองหนึ่ง มักจะมีมุมที่เรียกว่าศูนย์รวมจิตใจ หลายคนบอกว่ามันอยู่ที่โปตาลา แต่ดูเหมือนว่า วัดโจคังต่างหากที่เหมาะจะเป็นเจ้าของตำแหน่งนี้

           ด้านในเป็นมุมที่เก็บโบราณวัตถุชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายอย่างที่ใครๆ พากันหมายตาอยากเข้าไปชม แถวยาวเหยียดเพื่อต่อคิวเข้าชมด้านในของโจคัง ล้นทะลักออกมาถึงหน้าวัด พวกเขาไม่ได้เข้าไปสักการะพระพุทธรูปทองคำอย่างเดียว แต่ต่อคิวเข้าไปทำบุญในรูปแบบต่างๆ มีมากก็บริจาคเงิน มีน้อยก็แค่บริจาคเทียน

          ถนนแปดเหลี่ยมที่ล้อมรอบวัดโจคังอยู่นั้น ไม่ได้เป็นเส้นทางแสวงบุญอย่างเดียว แต่สำหรับขาช้อป ยังเป็นเส้นทางสายชอปปิงที่ไม่ควรเดินอ้อยอิ่งเป็นอันขาด เพราะข้าวของหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราไปเสียหมด

          ถ้าใจไม่แข็งพอ แค่วนตามคลื่นศรัทธารอบเดียว ความยาวของถนนเท่ากับเดิน 2 รอบสนามฟุตบอล เงินหยวนในกระเป๋าก็พร้อมจะตีจากเราไปอยู่กับร้านรวงในซอยแคบๆ

          ถ้าเป็นคน วัดโจคังก็รุ่นราวคราวใกล้กับโปตาลา เพราะสร้างในสมัยของกษัตริย์ซองเซน กัมโปเหมือนกัน ตอนนั้นพระองค์บัญชาให้สร้างวัดนี้ขึ้น เพื่อเอาไว้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปโจโบที่มเหสีชาวจีนของพระองค์ ได้รับเป็นของขวัญวันแต่งงานจากองค์จักรพรรดิจีนแห่งราชวงศ์ถัง

          สำหรับคนที่มีใจให้งานจิตรกรรมฝาผนัง ที่นี่จะทำให้คุณไม่นึกอยากถอนตัวไปไหน ภาพเขียนบนผนังที่นี่บอกเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของทิเบต

อารามเดรปุงทั้งเก่าทั้งใหญ่
         ยังมีอารามเดรปุง ที่อายุเกือบ 600 ปีแล้ว แน่นอนเรื่องความเก่าไม่ต้องพูดถึง เก่าสมอายุ ในอดีตที่นี่ไม่ได้เป็นวัดเพียงอย่างเดียว แต่คุณสมบัติที่เหนือกว่าวัดทั่วไปคือเป็นมุมที่บรรดาพระลามะมีไว้แลกเปลี่ยนและพูดคุยเรื่องการเมือง หรือว่าจะจับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็จะมาออกตัวกันที่นี่ พูดให้ฟังง่ายคือเป็นกองบัญชาการของขบวนการกู้ชาติฝ่ายสงฆ์

          ‘อารามขนาดใหญ่ที่สุดในโลก’ เป็นสิ่งที่ผู้คนพูดถึงเดรปุง ทะไลลามะองค์ที่ 3 สร้างวัดนี้ขึ้นในช่วงที่ว่ากันว่าศาสนาพุทธนิกายหมวกเหลืองถึงขีดสุดของความรุ่งโรจน์

          ตัวเลขพระสงฆ์ 500 รูป ที่พำนักในเดรปุง อาจจะกลายเป็นอดีตไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะบรรยากาศด้านในของเดรปุงที่ทุกวันนี้เข้าข่ายสงบเหงาเคล้าความวิเวก 

ลาซาสูงต้องทำอะไรช้าๆ
          แต่เนื่องจากลาซาอยู่บนพื้นที่สูงกว่า 3600 เมตร ดังนั้นอย่าลืมกฎทองของการใช้ชีวิตบนที่สูง
          กฎข้อแรก ให้ทิ้งชีวิตโลดโผนโจนทะยาน ทุกอย่างทุกก้าวต้องช้า...ช้าและช้าให้มากที่สุด ท่องไว้ตลอด เดินช้า กินช้า ก้าวช้า ลุกนั่งช้าๆ
          กฎข้อสอง ต้องดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้
          กฎข้อสาม อย่าบริโภคของหนัก ให้กินของเบาๆ
          กฎข้อสี่ กาแฟ, แอลกอฮอล์ และยานอนหลับให้เลี่ยงซะ

          ใดๆ คือการเดินทางท่องเที่ยวในทิเบต มีอีก 2 เรื่อง ที่ถือเป็นกฎเหล็ก นั่นคือ ห้ามพูดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองเด็ดขาด โดยเฉพาะห้ามพูดถึงความขัดแย้งของรัฐบาลจีนที่มีต่อชาวทิเบต เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้นเตือนตัวเองว่าห้ามพูดเด็ดขาด

          สุดท้าย คนจะมาเที่ยวทิเบต ต้องมี Tibet Permit ด้วย โดยจะต้องให้บริษัททัวร์ในจีนหรือทิเบตเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ล่วงหน้า หากไม่มี Tibet Permit ไม่สามารถบินได้ เพราะสายการบินจะไม่อนุญาตให้เช็กอิน

          และนี่คือทิเบต ดินแดนหลังคาโลกที่ผู้คนผูกพันกับศาสนาอย่างแนบแน่นและลึกซึ้ง 

Author By : คุณกาญจนา หงษ์ทอง

SHARE    

SHARE