

ชื่อของคุณเล็ก – ร้อยเอกหญิง ชนาธิป ซ้อนขำ เป็นภาพจำของความมุ่งมั่นในฐานะอดีตนักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2012 ณ กรุงลอนดอน แต่บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสำเร็จบนเวทีโลก หากพาเราไล่เรียงเส้นทางชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเด็กต่างจังหวัดที่เริ่มเล่นเทควันโดช้ากว่าคนอื่น สู่การฝึกซ้อมที่หนักจนแทบไม่รู้จักคำว่า ‘วันหยุด’ การเติบโตผ่านแรงกดดัน การตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬาเป็นโค้ชและผู้บริหาร ตลอดจนการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในกีฬาฤดูหนาวอย่างเคอร์ลิง

จุดเริ่มต้นของเทควันโด จากเด็กพัทลุงที่อยากใช้เวลาว่างให้มีความหมาย
คุณเล็กเล่าว่าเริ่มเล่นเทควันโดตอนอายุประมาณ 12 ปี ซึ่งเธอมองว่า ‘ช้ากว่าหลายคน’ เพราะเด็กจำนวนมากเริ่มตั้งแต่อายุ 5–6 ขวบ แต่สำหรับเด็กต่างจังหวัด โอกาสไม่ได้เท่ากันเสมอไป จุดเริ่มต้นของเธอมาจากภาพเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
“เราเดินไปในตลาดแล้วเห็นว่ามีคนใส่ชุดเทควันโด มีการเรียนการสอนเหมือนศิลปะป้องกันตัว…ช่วงปิดเทอมตอนนั้นอยู่ ม.1 เราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ก็เลยกล้าบอกพ่อแม่ เห็นใบปลิวก็เอาไปให้ท่าน ซึ่งจริงๆ ฐานะทางบ้านเราไม่ได้สอดคล้องที่จะเรียนพิเศษได้ขนาดนั้น แต่เราบอกว่าอยากเรียนจริงๆ”
ความชอบของเธอเริ่มจากความรู้สึกเรียบง่าย ทั้งความเท่ของ ‘ชุด’ ความมีเสน่ห์ของคำว่า ‘ศิลปะป้องกันตัว’ และความรู้สึกว่าอยากใช้เวลาว่างให้คุ้มค่า ก่อนจะกลายเป็นเส้นทางชีวิตที่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ
จากเยาวชนทีมชาติ สู่ทีมชาติไทยในวัย 16 กับสามปีที่แทบไม่มีวันหยุด
ก่อนติดทีมชาติชุดใหญ่ คุณเล็กอยู่ในทีมเยาวชนทีมชาติไทยประมาณ 3 ปี ช่วงอายุ 13–15 ปี และติดทีมชาติในวัย 16 เธอบอกว่า ‘กว่าจะเก่งได้’ ต้องแลกด้วยการซ้อมหนักและเวลาส่วนตัวที่แทบไม่มี “เลิกเรียนเสร็จก็ต้องไปซ้อม ตื่นเช้ามาก็ต้องไปซ้อม…แทบจะไม่รู้จักคำว่าวันหยุดเลย เสาร์อาทิตย์ก็ต้องซ้อม”
เธอเล่าตรงๆ ว่าการซ้อม ‘โหดมาก’ ทั้งในแง่ทักษะและความเข้มงวดของโค้ช “โค้ชดุมากๆ แบบเรากลัว” และเส้นทางการแข่งขันก็ไม่ได้มีแต่ชัยชนะ “มีแพ้มีชนะ” ไต่จากระดับจังหวัด ระดับภาค สู่ระดับประเทศ จนได้เหรียญทองชิงแชมป์ประเทศไทย เป็นประตูสู่การคัดเลือกในปี 2007 และเธอได้ติดทีมตั้งแต่ครั้งแรก “ไปคัดครั้งแรกก็ติดครั้งแรกเลย”
แมตช์แรกในนามทีมชาติ ‘ม้ามืด’ ที่ไม่รู้จักคำว่า ‘กลัว’
เมื่อถามถึงแมตช์แรกหลังติดทีมชาติ คุณเล็กจำได้ชัด เธอบอกว่าเป็น ‘ม้ามืด’ ที่คนยังไม่มอง และเกมแรกต้องเจอทีมที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดอย่างเกาหลีใต้ แต่สิ่งที่พาเธอผ่านเกมนั้นไม่ใช่ความเหนือชั้นจากประสบการณ์ หากเป็นสภาวะจิตใจของเด็กต่างจังหวัดที่ลงสนามด้วยความรู้สึกว่า ‘สู้ได้’ และไม่ปล่อยให้ความกลัวนำหน้า
“เจอประเทศแรกคือเกาหลี…เราเป็นเด็กบ้านนอก เราเลยคิดว่าไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย เราสู้ด้วยความที่ไม่รู้จักคำว่ากลัว และไม่รู้จักคำว่าแพ้ คิดแค่ว่าอยากชนะ” ผลคือเหรียญทองจากรายการแรก และคำตอบของเธอในวันนั้นยังคงชัดเจนเหมือนเดิม “ทุกนักกีฬาทุกคนรวมถึงเรา มีเป้าหมายเดียวกันคือเหรียญทองและชัยชนะ…ในเมื่อเหรียญทองมีเหรียญเดียว เราจะเป็นหนึ่งเดียว เราก็ต้องตั้งใจฝึกซ้อม แล้วเวลาไปแข่งแสดงศักยภาพให้เต็มที่มากที่สุด”

‘เราไม่ได้มาเพื่อเข้าร่วม แต่เรามาเพื่อเข้ารอบ’ โอลิมปิก 2012 และเหรียญที่เปลี่ยนชีวิต
สำหรับนักกีฬา เป้าหมายสูงสุดอย่างหนึ่งคือการได้ไปโอลิมปิก คุณเล็กเล่าว่าก่อนลอนดอน 2012 เธอเตรียมร่างกายมาค่อนข้างดี และเคยเป็นคู่ซ้อมให้วิว (คุณเยาวภา บุรพลชัย) ในโอลิมปิก 2008 ซึ่งทำให้เธอเห็น ‘ภาพจริง’ ของความหนักและมาตรฐานที่ต้องไปให้ถึง “ตอนนั้นเขาซ้อมหนักมาก เราเลยคิดว่า ถ้าเราซ้อมหนักเป็นคู่ซ้อมเขาได้ เราก็ต้องเป็นนักกีฬาโอลิมปิกให้ได้” เธอพูดถึงแรงกดดันที่หนัก ทั้งการซ้อมหนัก ความเข้มของโค้ช และคำที่เหมือนเป็นเชื้อไฟให้เธอฮึดขึ้นมา
“โค้ชพยายามพูดว่า ‘อยากเข้าร่วมหรืออยากเข้ารอบ’…เราไม่ได้ต้องการมาเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน แต่เราอยากมาเพื่อเข้ารอบและคว้าเหรียญกลับประเทศ” วันที่ได้เหรียญ เธอยอมรับว่าก่อนหน้านั้นผิดหวังจากการแพ้รอบรองชนะเลิศแบบเสี้ยววินาที แต่สุดท้ายเธอเลือก ‘ฮึดกลับมา’ เพื่อโอกาสอีกครั้งที่เหลืออยู่ และทำให้มันสำเร็จ
“ดีใจมากๆ เพราะตั้งใจว่าอย่างน้อยเรามีโอกาสอีกหนึ่งครั้ง เราจะทำยังไงให้ได้โอกาสนั้นมา…คว้าเหรียญกลับบ้านไปฝากพ่อฝากแม่” สำหรับเธอ เหรียญโอลิมปิกไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จบนโพเดียม แต่ยังเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่เปิดโอกาสในชีวิต ทั้งเรื่องทุนการศึกษา เรื่องโอกาส และความมั่นคงที่ตามมาในเส้นทางของเธอ
จากนั้นคุณเล็กเลิกเล่นในปี 2016 ช่วงอายุประมาณ 25–26 ปี เธอมองว่าเป็น ‘เวลาที่เหมาะสม’ สำหรับการเปลี่ยนบทบาท เธออธิบายการเปลี่ยนผ่านอย่างตรงไปตรงมา ว่าชีวิตนักกีฬาคือ ‘ช่วงแรก’ แต่ชีวิตการทำงานคือ ‘ช่วงต่อไป’ และเธอได้โอกาสจากกองทัพบก เริ่มรับราชการในยศสัญญาบัตร ‘เริ่มเป็นร้อยตรี’ ก่อนจะเดินมาถึงบทบาทสายบริหารในวันนี้ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก้าวใหม่ใน ‘เคอร์ลิง’ จากความชอบดูกีฬา สู่การติดทีมชาติไทยอีกครั้ง
อีกบทที่น่าสนใจคือการเข้าสู่กีฬาที่แตกต่างจากเทควันโดอย่างสิ้นเชิง คุณเล็กบอกว่าเป็นคนชอบดูกีฬา และสนใจความต่างของซัมเมอร์กับวินเทอร์สปอร์ต เธอเริ่มจากการดูคลิปและถ่ายทอดสด จนไปสะดุดกับเคอร์ลิง จุดเริ่มต้นต่อมาคือการได้ลองจริงจากคำชวนของคุณเก๋ – ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา “คุณเก๋เชิญมาที่ลาน…บอกมาลองเล่นขำๆ”
จากการลองครั้งนั้น เธอเริ่มเรียนเบสิก ใส่รองเท้าที่มีแผ่นลื่น ฝึกสไลด์ตัว ลองโยนหิน และค้นพบว่ากีฬานี้ ‘สนุก’ กว่าที่คิด ที่สำคัญพื้นฐานจากเทควันโดอย่างการทรงตัว การใช้ขาเดียว ทำให้เธอรู้สึกว่า ‘ต่อยอดได้’ และเมื่อกีฬานี้เพิ่งเกิดขึ้นในไทยไม่นาน การคัดตัวทีมชาติจึงเปิดโอกาสให้คนที่มีพื้นฐานกีฬาเข้ามาลองอย่างจริงจัง “คุณเก๋บอกว่าคัดตัวทีมชาติ…ใครมีเบสิกพื้นฐานที่ต่อยอดได้ ก็เลยเป็นโอกาสให้เราเล่นจนมาถึงปัจจุบันนี้ค่ะ” เธอเล่าว่าติดทีมชาติครั้งแรกในการแข่งขันเอเชียนวินเทอร์เกมส์ที่ฮาร์บิน และตอนนี้ยังเก็บตัวซ้อมต่อเนื่อง โดยลงแข่งในประเภทคู่ผสม
จากเทควันโดที่ลงสนามคนเดียว เคอร์ลิงในประเภทคู่ผสมทำให้เธอได้สัมผัสมิติของ ‘ทีมเวิร์ก’ แบบชัดเจน เธอเล่าถึงพาร์ทเนอร์ที่เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้สื่อสารกันได้ง่าย แลกเปลี่ยนกันได้ตรงไปตรงมา และทำให้เธอรู้สึกว่าในสนามไม่ได้อยู่คนเดียว “มันทำให้เรามีผู้ช่วยในสนาม…คอยให้กำลังใจเรา…ผิดพลาดเขาก็ไม่ได้บ่น ไม่ได้ลงโทษ แค่บอกว่า ‘ไม่เป็นไร เอาใหม่’”

‘Safe Sport’ ในมุมของคนเคยผ่านความโหด คือการซ้อมหนักได้แต่ไม่ควรถูกทำร้าย
เมื่อพูดถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย คุณเล็กย้อนกลับไปยังช่วงก่อนติดทีมชาติ ที่ต้องฝึกหนักเพื่อให้ ‘เก่งพอ’ และยอมรับว่ารูปแบบการฝึกในอดีตมีความหลากหลาย ทั้งโค้ช เพื่อนร่วมทีม โปรแกรมการฝึก และความเข้มงวดที่มาพร้อมความกลัว “โค้ชดุมาก ดุจนเรากลัว…บางคนกลัวแล้วอาจจะเลิกเล่น เพราะรับแรงกดดันไม่ไหว แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะรับได้เหมือนเรา” เธอพูดถึงยุคก่อนที่ยังมีการทำโทษ ‘มีการตี’ ในฐานะกีฬาปะทะที่ต้องฝึกให้ใจแข็ง แต่เธอก็ชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีสภาวะจิตใจพร้อมรับแบบเดียวกัน และวันนี้วงการควรพัฒนาไปข้างหน้าด้วยความรู้มากขึ้น ทั้งสปอร์ตไซเอนซ์และจิตวิทยาการกีฬา เพื่อลดความรุนแรงลง
“เวลาเราโดน เราก็ไม่มีใครมีความสุข…โดนตีมันเป็นปม” เธอเล่าว่าปมเหล่านั้นสำหรับเธอไม่ได้ดึงให้ตกต่ำ แต่เป็นแรงผลักให้ยืนขึ้น ทว่าในฐานะคนที่ผ่านมันมา เธอมองว่าเราควรเก็บสิ่งที่ไม่ถูกต้องไว้เพื่อ ‘ไม่ทำซ้ำ’ และสร้างระบบที่ดีขึ้นในปัจจุบัน
ข้อความถึงเยาวชน ‘ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติ’ และเราไม่จำเป็นต้องอดทนกับมันเสมอไป
คุณเล็กฝากถึงน้องๆ เยาวชนว่า เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย เราไม่จำเป็นต้องอดทนทุกครั้ง โดยเฉพาะกรณีที่รุนแรง กระทบจิตใจ หรือกระทบร่างกาย “เราสามารถ Call out หรือออกมาพูดได้…ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องปกติค่ะ มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และไม่ควรได้รับการยินยอม” เธอย้ำว่าความกดดันในวัยเด็กบางครั้งผลักดันได้ แต่ก็ ‘ผลักล้มได้’ เช่นกัน ถ้าวันไหนรู้สึกว่าถูกผลักลงไป ขอให้ป้องกันตัวเองและพูดออกมาเพื่อปกป้องทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทีม
ข้อความถึงผู้บริหาร อย่ามองแค่ ‘เหรียญ’ เพราะปลายทางดีได้ ต้องเริ่มจากกระบวนการที่ดี
ช่วงท้าย คุณเล็กอยากบอกผู้บริหารว่า Safe Sport เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญได้ ไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่รวมถึงโค้ช ผู้จัดการทีม และผู้บริหารเอง หลายครั้งเรามองแค่ผลลัพธ์ แต่เธออยากให้มอง ‘Process’ ตั้งแต่การเตรียมนักกีฬา การดูแลการเป็นอยู่ และภาวะกดดันต่าง ๆ ที่กระทบฟอร์มการแข่งขัน
“สุดท้ายเลยคนจะมองแค่เหรียญ ไม่ได้มองว่าก่อนหน้านั้นคืออะไร…พอประสบความสำเร็จทุกคนคือฮีโร่ แต่ทุกฮีโร่ก็ผ่านเรื่องราวที่ยากลำบาก”
บทสนทนากับคุณเล็กในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการเล่าเส้นทางสู่โอลิมปิก เพราะเธอพาเราเห็น ‘ชีวิตหลังเหรียญ’ ที่ยังเดินต่อไปในสนามอื่นๆ ทั้งการสอน การบริหาร และการเริ่มต้นใหม่ในเคอร์ลิง พร้อมความเชื่อที่ชัดเจนว่า ต่อให้ซ้อมหนักแค่ไหน เป้าหมายสูงแค่ไหน วงการกีฬาก็ไม่ควรแลกด้วยความรุนแรง และ ‘Safe Sport’ ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักกีฬาเติบโตได้อย่างแข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ

หมายเหตุ: ปัจจุบันโครงการได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจาก ‘Safe Sport’ เป็น ‘Safeguarding Thailand’
Photo By : PumkiatAuthor By : Arunlak
